วันอังคารที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2554

บริการนวดตัว นวดเเผนไทย นวดน้ำมัน อโรมา ทั้งในสถานที่เเละนอกสถานที่ครับ

บริการนวดตัวเเผนไทย นวดน้ำมันหอมระเหย อโรมา สครับ ขัดผิว โดยหมอนวดชายครับ ให้บริการทั้งในสถานที่เเละนอกสถานที่พื้นที่กรุงเทพฯตลอด 24 ชั่วโมง

 -บริการนวดตัวเเผนไทย

-บริการนวดน้ำมันหอมระเหย อโรมา(มีหลายกลิ่นให้เลือก)

-บริการสครับ ขัดผิว(มีหลายกลิ่นให้เลือก)

ผลิตภัณฑ์ที่ใช้เป็นของเกรดดี มีคุณภาพ ผ่านอย. ใช้เเพร่หลายในสปาชั้นนำเเละโรงเเรมต่างๆ

สนใจรับบริการในสถานที่ เป็นคอนโดห้องพักส่วนตัวย่านอินทรามระ สุทธิสาร อยู่ไม่ไกล MRT สุทธิสาร(ทางออกประตูที่ 1 สน.สุทธิสาร) ไม่พลุกพล่าน สงบ สะอาด เปลี่ยนผ้าปู,ผ้าขนหนูเเละปลอกหมอนทุกครั้ง จึงมั่นใจได้ว่าไม่ใช้ซ้ำกับใครเเน่นอน

การเดินทางสะดวกทั้งรถไฟฟ้า(MRTสุทธิสาร)รถยนต์ส่วนตัว ถนนรัชดา ถนนวิภาวดีรังสิต ถนนประชาสุข(ดูเเผนที่ด้านล่าง)

สนใจรับบริการนอกสถานที่ ให้บริการในทุกเขต ทุกพื้นที่ทั่วกรุงเทพฯ(ไม่รับงานต่างจังหวัด)

-อัตราค่าบริการ(ในสถานที่) ทั้งนวดเเผนไทย นวดน้ำมัน อโรมา สครับ ขัดผิว ราคาเดียวกันทั้งหมดคือ 700 บาท

-อัตราค่าบริการ(นอกสถานที่) ทั้งนวดเเผนไทย นวดน้ำมัน อโรมา สครับ ขัดผิว ราคาเดียวกันทั้งหมดคือ 1,000 บาท(รวมค่าเดินทางเเล้ว)เเต่การให้บริการนอกสถานที่ จำเป็นจะต้องเรียกเก็บเงิน มัดจำล่วงหน้าเป็นค่าเดินทาง 300 บาท โดยการโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารก่อน เท่านั้น

-ทุกรายการบริการนี้เป็นเฉพาะอัตราค่านวด หากมีบริการอื่นๆเพิ่มเติมก็จะมีการบวกอัตราทิปขั้นต่ำต่อไป

-ระยะเวลาในการให้บริการ  จะไม่ฟิกเวลาตายตัวในการให้บริการ เเต่ใช้เวลาไม่น้อยกว่า 1 ชั่วโมงครึ่ง ในเเต่ละบริการ (ขึ้นอยู่กับสรีระของเเต่ละคน) ไม่เร่งรีบ นวดได้จนจบครบทั้งตัว




ขอบคุณที่เข้ามาเยี่ยมชมครับ   

                                                          

 

วันจันทร์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2553

เกร็ดเล็ก เกร็ดน้อย

กฏปฏิบัติของหมอนวดแผนไทยที่ดีคือ
-ปากถาม คือ สอบถามอาการต่างๆของผู้ถูกนวด
-ใจไม่เชื่อ คือ ไม่เชื่อในสิ่งที่ผู้ป่วยบอก
-วิชามีไว้ตรวจ คือ ต้องตรวจโรคเป็น ตรวจดูอาการของโรค เเล้วใช้วิชาที่ร่ำเรียนมา รักษาผู้ป่วย

โสมของไทยคือ กระชายดำ พันธ์ที่ดีที่สุด อยู่ที่อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย

ชีพจรถ้าเต้นต่ำกว่า 60 ครั้ง คือกำลังจะตาย ถ้าไม่ถึง 70 ครั้งคือ อ่อนเพลีย เต้น 80-90 คือตกใจ เต้นสูงกว่า 90 ครั้ง คือ กำลังจะตาย ชีพจร คนปรกติ 70-80 ครั้งต่อนาที

วิธีการจับชีพจร

เเขนซ้าย
จุดที่ 1 ฉุน = หัวใจ,ลำไส้เล็ก

จุดที่ 2 กวน = ตับ,ถุงน้ำดี

จุดที่ 3 ฉือ = ไต,กระเพาะปัสสวะ,ลำไส้ใหญ่,ลำไส้เล็กขาลง

เเขนขวา
จุดที่ 1 ฉุน = ปอด,ลำไส้ใหญ่,ทวาร

จุดที่ 2 กวน = ม้าม,กระเพาะอาหาร

จุดที่ 3 ฉือ =ไต,เยื่อหุ้มหัวใจ,ลำไส้เล็ก

หมายเหตุ จุดที่จับ เช่น ชีพจรเต้น เเรง,เเรงเเล้วเบา สลับกัน หรือเต้นเบา ก็จะเป็นอาการของโรค ตามจุดนั้นๆ

อารมณ์ฆ่าอารมณ์
เราต้องสามารถควบคุมผู้ถูกนวดได้ เเละเราต้องอ่านอารมณ์เป็น เพราะว่าอารมณ์นั้น สามารถทำร้ายร่างกายเราได้

1.โกรธ ทำร้ายตับ ทำให้เลือดลม ย้อนขึ้นบน
2.ดีใจเกินไป ทำร้ายหัวใจ ทำให้เลือดไหลช้า
3.เสียใจเกินไป ทำร้ายปอด ทำให้หายใจช้า
4.กลัว,ตกใจเกินไป ทำร้ายไต ทำให้เลือดลม ไหลลงล่าง
5.วิตกกังวลเกินไป ทำร้ายม้าม ทำให้พลังงานถูกอุดกั้น

วิธีเเก้

-คนที่เสียใจมาก เราต้องทำให้เค้าหัวเราะ
-คนที่โกรธมาก เราต้องทำให้เค้าสงสาร
-คนที่ดีใจ เราต้องทำให้เค้ากลัว
-คนที่วิตกกังวล เราต้องทำให้เค้าโกรธ
-คนที่กลัว เราต้องทำให้เค้าเกิดปัญญา หรือ เกิดความคิด

ยาในโลกมี 3 ชนิด
1.ยาเเก้ปวด คือ ยาประเภทเเอสไพลิน
2.ยาฆ่าเชื้อ คือ พวกทิงเจอร์
3.วิตามิน

ดีซ่าน คือ ฉี่สีเหลืองมาก การดื่มน้ำน้อย สาเหตุจากถุงน้ำดี ฉี่ที่ดีต้องมีสีขาว
จับโปงเเห้ง คือ เสื่อม
จับโปงน้ำคือ อักเสบ

เรามีเลือดในร่างกาย 5-6 ลิตร ชาย
เรามีเลือดในร่างกาย 6-7 ลิตร หญิง
เม็ดเลือดเเดง 5.1 ล้านลูกบาศก์มิลลิลิตร ในผู้ชาย
เม็ดเลือดเเดง 5.2 ล้านลูกบาศก์มิลลิลิตร ในผู้หญิง

เลือด 1 หยด มี 280 ล้านโมเลกุล

หัวใจสูบฉีดเลือด 100,000 กิโลเมตร
1 นาที 30 ครั้ง ส่งเลือดไปปอด 5 ลิตร
1 ปี บีบตัว 42 ล้านครั้ง

ธาตุเหล็ก บำรุงหัวใจ

6 ทางที่เลือดถูกเผาผลาญ

-ตับ
-ม้าม
-ไขกระดูก
-เหงื่อ
-ปัสสวะ
-ประจำเดือน

การกด นวดจุดสัญญาณ ในตำเเหน่งที่กด
เจ็บหรือปวด เป็นที่เนื้อเยื่อ,หรือกล้ามเนื้อ
ร้อน เป็นที่ หลอดเลือด
ปวด เสียว ร้าว เป็นที่ เส้นประสาท

หัวใจของผู้หญิง หนัก 255 กรัม
หัวใจของผู้ชายหนัก 310 กรัม
ยาว 20 เซนติเมตร กว้าง 9 เซนติเมตร
หลอดเลือดมีผนัง 3 ชั้น ความยาว 60,000 ไมล์
ชีพจรที่สามารถจับได้ มี 7 จุดคือ
1.ซอกคอใต้มุมคาง
2.ขมับ
3.ข้อพับศอก
4.ข้อมือ
5.หน้าขา
6.ข้อพับเข่า
7.หลังเท้า
สมองมี 3 ส่วน ชายหนัก 1,600 กรัม หญิง หนัก 1,450 กรัม
เส้นประสาทมี 12 คู่
ไขสันหลังยาว 18 นิ้ว

เเรงกดของการนวดมี 3 ระดับคือ
หกสูง 50 ปอนด์
หกกลาง 70 ปอนด์
หกต่ำ 90 ปอนด์

ปอดมี 2 ข้าง ซ้ายมี 2 กลีบ ขวามี 3 กลีบ มีหลอดลมฝอย 3 ร้อยล้านถุง(ผ้าขี้ริ้ว)

หายใจเข้า-ออก ผู้ใหญ่ 18-20 ครั้ง/นาที
คนเเก่ 15-18 ครั้ง/ นาที
เด็ก 30-40 ครั้ง/นาที

ระบบทางเดินอาหาร ปาก-ก้น ยาว 9 เมตร

กระบังลม มี 2 ที่ 4 ชิ้น คือใต้ ราวนม กับ หน้าขาหนีบ

การรับรสของลิ้น
โคนลิ้น ขม
ปลายลิ้น หวาน
ซ้าย-ขวา เปรี้ยว
กลาง เค็ม

หลอดอาหาร จากคอถึงกระเพาะ ยาว 25 เซนติเมตร กว้าง 2-3 เซนติเมตร
กระเพาะอาหารจุได้ 2 ลิตร

ลำไส้ใหญ่ยาว 1.5 เมตร(ที่อยู่ของอุจจาระ) กว้าง 5 เซนติเมตร

ถุงน้ำดีมีขนาด 50 cc

ตับมี 2 กลีบ ยาว 15 เซนติเมตร หนัก 1 ขีด

ไตยาว 2 นิ้ว มี 1 คู่ หนา 0.44 นิ้ว หนัก 7 กรัม

ม้ามจับกินจุลินทรีย์ที่มากับเลือด

ระบบสืบพันธุ์
หญิง มี 2 ส่วน คือ ภายในกับภายนอก
-ช่องคลอด มีลักษณะเป็นท่อเฉียง 45 องศา ยาว 2.5-3 นิ้ว
-มดลูก ส่วนใหญ่สุดในร่างกายผู้หญิง อยู่ตรงกลาง(หัวเหน่า) มีขนาด 2 คูณ 3 คูณ 1 นิ้ว หนัก 50 กรัม
-ปากมดลูก มี 2 ช่อง ช่องปัสสวะกับช่องคลอด ยาว 2-4 เซนติเมตร กว้าง1.5 เซนติเมตร
ท่อนำไข่ 8 มิลลิเมตร ขนาด 4 คูณ 2 คูณ 1.5 เซนติเมตร หนัก 2-3 กรัม

ระบบสืบพันธุ์ชาย
เป็นส่วนหนึ่งของผนังหน้าท้องที่ยื่นออกมา

ร่างกายของคนเรา ที่ปรกติ
ศรีษะ
-ก้มหน้าได้ 45 องศา
-เงยหน้าได้ 55 องศา
-เอียงซ้าย-ขวา ได้ 40 องศา
หัน ได้ 70 องศา

ลำตัว
-เอียงได้ 70 องศา
-ลำตัวก้มได้ 90 องศา
-เงยได้45-55 องศา
-หมุนตัวได้ 150-180 องศา

เเขน
-ยกได้ 180 องศา
-ปัดมาหน้า-หลังได้ 45 องศา
-ยกเเขนเเบบงัดศอกได้ 135 องศา
-ฝ่ามือหงายได้ 90 องศา คว่ำได้ 90 องศา
-กระดกฝ่ามือขึ้นได้ 70 องศา
-กระดกลงได้ 80 องศา

หันฝ่ามือ
-ออกได้ 60 องศา
-เข้าได้ 15 องศา

ขา
-ยกเข่าขึ้นได้ 130 องศา
-เหยียดไปด้านหลังได้ 15 องศา
-พับเข้าเเล้วเหยียดไปด้านหลังได้ 15 องศา

กล้ามเนื้อมี 3 เเบบ
-กล้ามเนื้อไลน์(กระสวย)
-กล้ามเนื้อเรียบ(ปล้อง)
-กล้ามเนื้อพิเศษ(เเบน)
ม้ามีกล้ามเนื้อคล้ายมนุษย์ที่สุด

กล้ามเนื้อด้านในเรียก ไบเซป(biceps)
กล้ามเนื้อด้านนอกเรียก ไตเซป(triceps)

ผมในเด็กงอกตั้งเเต่ 5-6 เดือนในท้องเเม่

ขน มี 2 หน้าที่คือ
-ระบายความร้อน
-ป้องกันฝุ่นระออง

ขน+ผม 3วันยาว 1 มิลลิเมตร 3 เดือนตาย
เล็บมือ 1 สัปดาห์ ยาว 1 มิลลิเมตร เเต่เล็บเท้ายาว ช้ากว่า

เล็บสีชมพู-สุขภาพดี
เล็บสีเหลือง-ดีซ่าน
เล็บสีน้ำเงิน-ขาดอ๊อกซิเจน
เล็บงอ คือ เป็นโรคเลือดจาง
เล็บมีดอก คือ ขาดสารอาหาร

ผิวหนังมี 3,000 ตารางนิ้งในผู้ใหญ่ หนา 2 นิ้ว

กล้ามเนื้อมี 640 มัด

วันพฤหัสบดีที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

โรคระบบเส้นเอ็นเเละข้อต่อ

มาตรฐานฝีมือเเรงงานเเห่งชาติได้กล่าวถึง ประเภทการนวดไทยไว้ 3 ระดับ เกี่ยวกับโรคเส้นเอ็นเเละข้อต่อ ไว้ดังนี้
กลุ่มอาการโรคในการนวดเเบ่งออกเป็น 3 กลุ่มคือ
1.กลุ่มที่รักษาเเล้วหายขาด
2.กลุ่มที่รักษาเพื่อบรรเทาอาการ
3.กลุ่มที่รักษาเพื่อป้องกันหรือเเก้ไขโรคเเทรกซ้อน

1.กลุ่มโรคที่รักษาเเล้วหายขาด มีโรคต่อไปนี้
หัวไหล่ติดอักเสบเฉียบพลัน(rotator cuff tendonitis ,pericapsular bursitis)
-เอ็นรอบหัวไหล่อักเสบ ถุงน้ำรอบไหล่อักเสบ
-มักเป็นที่เอ็นของกล้ามเนื้อสะบัก(supraspinatus)
-สาเหตุจากใช้งานเกินพิกัด ออกเเรงหนักเกินทน หรือใช้งานซ้ำๆเช่น ในนักกีฬา
-ปวดหัวไหล่เฉียบพลันร้าวไปต้นคอเเละเเขน
-ปวดมากเวลายกเเขน เพราะเอ็นไปโดนเบียดในช่องเเง่งของกระดูกสะบัก(acromion process)
-อาจมีอาการบวมเเดงร้อน ร่วมด้วย

หัวไหล่ติดเรื้อรัง(frozen shoulder,adhesive capsulitis)
-มักเป็นในคนอายุมากกว่า 50 ปี
-สาเหตุจากไม่ได้ยกเเขนเป็นเวลานาน เช่น ปวดไหล่จากเอ็นอักเสบ ผู้ป่วยอัมพาตครึ่งซีก
-อาการค่อยๆหนักขึ้นช้าๆใช้เวลาหลายเดือน
-ถ้าไม่รักาาก็จะติดจนยกเเทบไม่ได้เลย
-ปวดหัวไหล่ร้าวไปที่ต้นคอเเละเเขน บางรายปวดมากจนนอนไม่ได้
-ชูเเขนได้ไม่ชิดหู
-ปกติต้องยกได้ 180 องศา เเบะเข้า-ออกได้ 90 องศา

ข้อเท้าเเพลงด้านหน้า/ข้าง(ankle sprain)
-สาเหตุจากกระดูกเท้าพลิกไปด้านหลัง
-เอ็นข้อเท้าด้านนอกบาดเจ็บ
-ปวดข้อเท้าเเละหลังเท้า
-มักมีอาการบวม ทำให้ขยับข้อเท้าไม่สะดวก
-ถ้าบาดเจ็บมาก อาจมีช้ำเลือด จากเอ็นฉีกขาด ทำให้ข้อเท้าขาดความมั่นคง
-ควรส่งพบเเพทย์

ปวดส้นเท้า/ลมปลายปัตคาตส้นเท้า(plantar fasciaitis)
-การอักเสบของเส้นเอ้นที่ส้นเท้า
-สาเหตุจาก ลงน้ำหนักมากเกินไปเป็นเวลานาน
-มีอาการปวดส้นเท้าเวลาเดิน
-ปวดมากในตอนเช้า หรือลุกยืนหลังจากนั่งนานๆ
-ดีขึ้นเมื่อเริ่มเดินหรือบริหารกาย
-กดเจ็บรอบส้นเท้า มักเป็นที่ขอบด้านใน
-จับนิ้วเท้า หรือข้อเท้ากระดกขึ้น จะเจ็บมาก

ปวดข้อศอก/หรือลมปลายปัตคาตข้อศอก(lateral/medial epicondylitis,tennis/golfer elbow)
-เอ็นที่เกาะบริเวณข้อศอกบาดเจ็บ
-สาเหตุจากใช้งานหนักเกินไป หรือใช้งานซ้ำๆเช่น นักเทนนิส นักกอล์ฟ เเม่บ้าน ชาวไร่
-อาการปวดข้อศอกด้านนอก/ใน ปวดมากถ้าออกเเรงกล้ามเนื้อ เช่น กำเเรงๆบิดผ้า
-เคลื่อนไหวข้อศอกไม่สะดวก
-ปกติ งอศอกได้ 150 องศา บิดเเขนคว่ำ หงายได้ 90 องศา
-มีความร้อนเล็กน้อย

นิ้วไกปืน(trigger finger)
-เอ็น เเละปลอกหุ้มเอ็นข้อนิ้ว อักเสบ
-เป็นที่บริเวณเส้นหัวใจ ของลายมือ
-ปวด บวม บริเวณที่มีการอักเสบ
-กำมือเเล้วเเบมือ นิ้วที่เป็นจะติดหรือขัดขณะเเบมือ

2.กลุ่มโรคที่รักษาเพื่อบรรเทาอาการ มีโรคดังต่อไปนี้

ปวดเข่าเฉียบพลัน/จับโปงน้ำเข่า(acute knee pain)
-สาเหตุจากการบาดเจ็บของเอ็น เช่น เล่นฟุตบอล หรือข้ออักเสบ เช่น เก๊าท์ หรือการติดเชื้อในข้อ
-อาการ เข่า ปวด บวม เเดง ร้อนมาก ถ้าติดเชื้อมักมีไข้ร่วมด้วย
-มีน้ำในข้อ
-ข้ออาจจะติดถ้าปวดมาก เเล้วไม่ยอมขยับสัก 2-3 วัน
-ถ้าเป็นระยะเฉียบพลัน สามารถทดสอบได้โดยใช้ปูนเเดงทา จะเห็นรอยเยิ้มของปูนชัดเจน
-ควรส่งพบเเพทย์

ปวดเข่าเรื้อรัง/จับโปงเเห้งเข่า(chronic knee pain,osteoarthritis knee)
-เป็นโรคที่เกิดจากการเปลี่ยนเเปลงตามวัย เเละการใช้งานมาก
-มักพบในคนอายุมากกว่า50 ปี
-ข้อติดในตอนเช้าน้อยกว่า 30 นาที
-มีเสียงดังในข้อเวลาขยับ
-มีอาการปวดเข่า บวม เเดง ร้อน น้อยกว่า จับโปงน้ำเข่า
-ถ้า้เป็นระยะเรื้อรัง ทดสอบได้โดยใช้ปูนเเดงทา จะมีรอยเยิ้มน้อยกว่า จับโปงน้ำเข่า

ปวดข้อเท้าเรื้อรัง/จับโปงเเห้งข้อเท้า(chronic ankle pain)
-ปวดข้อเท้าเรื้อรัง ไม่ค่อยมีอาการปวด บวม เเดง ร้อน
-สาเหตุจากเอ็นอักเสบเรื้อรัง ข้อเท้าอักเสบ เช่น เก๊าท์
-ถ้าเป็นระยะเฉียบพลัน ข้อเท้าจะมีอาการ ปวด บวม เเดง ร้อนมาก มีน้ำในข้อ กดเจ็บรอบๆข้อเท้า
-จะต้องรู้วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้น
-ต้องส่งต่อ เเพทย์เเผนปัจจุบันได้

ปวดหลังจากข้อกระดูกสันหลังอักเสบ/ลำบองสัญญาณ1-3 หลัง(lumbosacral / lumbar spondyloarthropathy)
-พบในอายุ14-45 ปี
-มีอาการอักเสบของเอ็นยึดกระดูกสันหลัง
-สาเหตุอาจมาจากการติดเชื้อทาง ระบบทางเดินอาหาร เเล้วกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิต้านทานขึ้นมา
-ปวด บวม เเดง ร้อน ตามเเนวกระดูกสันหลัง
-อาจมีปวดร้าว ไปถึงด้านหลังเข่า เเละข้อเท้า หรือส้นเท้า
-บางรายเป็นมากจนกระดูกสันหลังเเข็ง

ลมปลาบ(muscular dystrophy cause)
-เป้นโรคทางพันธุกรรม
-ความผิดปกติของการสร้างในกล้ามเนื้อ ทำให้เปราะบาง
-กล้ามเนื้อจะค่อยๆอ่อนเเรงไปเรื่อยๆ
-อาการลีบบริเวณกล้ามเนื้อ เเขน ขา
-ถ้าขั้นสุดท้าย อาการจะลามไปถึงกล้ามเนื้อหายใจ ทำให้เสียชีวิต
-โบราณใช้ปูนเเดงทา ถ้ามีเเนวเเห้ง เเสดงว่ามีลมปลาบ

กระดูกงอกส้นเท้า(calcaneal spur)
-เกิดจากมีหินปูนมาเกาะ พอกมากขึ้นบริเวณส้นเท้า
-ทำให้ถุงน้ำส้นเท้าอักเสบ
-เนื่องจากความเสื่อม จากการเดินมาก
-มีอาการเจ็บส้นเท้า เวลาลงน้ำหนัก

3.กลุ่มที่รักษาเพื่อป้องกันหรือเเก้ไขโรคเเทรกซ้อน

พากินสัน/สันนิบาตลูกนก/อัมพฤกษ์(parkinson disease)
-มีอาการเวลาเดิน หรืออยู่เฉยๆ เเขน ขา จะสั่น เเละไม่สามารถควบคุมได้ จะสั่นหมดทั้งตัว
-ระยะเเรกกินยาจะสั่นน้อยลง
-มีความผิดปกติของสมอง เกี่ยวกับการหลั่งสาร
-มักจะมีอาการหนักขึ้นเรื่อยๆ
-จะออกเดิน ต้องสั่นอยู่นาน เมื่อเริ่มเดินเเล้ว ถ้าเดินเร็วจะหยุดทันทีไม่ได้ ถ้าฝืนจะหกล้ม
-เสียงพูดจะเหมือนเเมว

อัมพาตครึ่งซีก(hemiparesis/hemiplegia)
-เเขน ขา อ่อนเเรงครึ่งซีก ขยับไม่ได้
-หัวไหล่ เเละข้อสะโพก หลุดหลวม ตำราเเพทย์เเผนไทยส่วนมาก อัมพฤกษ์จะเป็นซีกซ้าย อัมพาตจะเป็นซีกขวา โดยสายราชสำนัก เเยกโรคอัมพาต โดนดุข้อต่อ หัวไหล่เเละสะโพก ถ้าหลุด หรือหลวมเรียกว่าอัมพาต ถ้ายังไม่หลุดหรือหลวมเรียกอัมพฤกษ์
-นวด 2-3 สัปดาห์ ข้อจะหลวมน้อยลง
-ถ้ามีอาการอัมพาตเกิน 6 เดือน นวดมักจะไม่ดีขึ้น

อัมพฤกษ์สมองในเด็ก(cerebral palsy)
-เกิดได้ตั้งเเต่เด็กก่อนคลอด ขณะคลอด หรือหลังคลอด เมื่อสมองเด็กยังไม่เจริญเต็มที่
-มีพยาธิสภาพอยู่บริเวณสมองส่วนที่ควบคุม การเคลื่อนไหวของร่างกาย ทำให้มีอาการ เเขน ขา เกร็ง หรืออ่อนเเรง
ุ่

วันอาทิตย์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2553

การทำลูกประคบสมุนไพรเเละประโยชน์

การประคบสมุนไพร
การประคบสมุนไพร หมายถึงการนำเอาสมุนไพรทั้งสดหรือเเห้งหลายๆชนิดมาโขลกพอเเหลกเเละคลุกรวมกัน ห่อด้วยผ้า ทำเป็นลูกประคบ นึ่งด้วยไอความร้อนเเละนำไปประคบบริเวณที่ต้องการ
-ตัวยาสมุนไพรที่ใช้ทำลูกประคบ
1.ไพล (500 กรัม) สรรพคุณ เเก้ปวดเมื่อย ลดการอักเสบ ฟกช้ำ
2.ขมิ้นชัน (100 กรัม) สรรพคุณ เเก้โรคผิวหนัง ลดการอักเสบ
3.ผิวมะกรูด หรือใบมะกรูด (100 กรัม) สรรพคุณ มีน้ำมันหอมระเหย เเก้ลมวิงเวียน
4.ตะไคร้บ้าน (200 กรัม) เเต่งกลิ่น
5.ใบมะขาม (100 กรัม) สรรพคุณ ช่วยทำความสะอาดผิวหนัง เเก้ฟกช้ำ
6.ใบส้มป่อย (50 กรัม) สรรพคุณ เเก้โรคผิวหนัง ช่วยบำรุงผิวหนัง ลดอาการคัน เเก้ฟกบวม
7.เกลือ (60 กรัม) สรรพคุณ ช่วยดูดความร้อน เเละช่วยพาตัวยาซึมผ่านผิวหนัง
8.การบุร (30 กรัม) สรรพคุณ เเต่งกลิ่น เเก้หวัด บำรุงหัวใจ
9.พิมเสน (30 กรัม) สรรพคุณ เเต่งกลิ่น เเก้พุพอง ผดผื่น บำรุงหัวใจ
-อุปกรณ์ในการทำลูกประคบ
1.เขียง 1 อัน เเละ มีด 1 เล่ม
2.ตัวยาสมุนไพรรวม ที่ใช้ทำลูกประคบ
3.ผ้าดิบสำหรับห่อลูกประคบ 2 ผืน เเละเชือก 2 เส้น ยาว 1 เมตร
4.หม้อนึ่งลูกประคบ
5.กะละมัง ถุงมือ ผ้าขนหนู
6.จานรองลูกประคบ
-วิธีทำลูกประคบ
1.ล้างสมุนไพรให้สะอาด หั่นเป็นชิ้นเล็กๆโขลกพอเเหลก
2.ใส่เกลือ พิมเสน การบูร คลุกให้เข้ากัน เเบ่งเป็น 2-3 ส่วน
3.นำสมุนไพรที่เเบ่งไว้มาใส่ผ้า ห่อเป็นลูกประคบ รัดด้วยเชือกให้เเน่น
4.นำลูกประคบที่ได้ ไปนึ่งไอน้ำให้ร้อน
5.นำไปประคบบริเวณที่ต้องการ
-ขั้นตอนประคบ
1.จัดท่าผู้ป่วยให้เหมาะสมในท่านั่งหรือนอน
2.นำลูกประคบที่นึ่งจนร้อนมาทดสอบความร้อน โดยเเตะที่ท้องเเขนหรือหลังมือก่อนนำไปประคบ
3.ในการประคบ ต้องทำด้วยความรวดเร็วในขณะที่ลูกประคบกำลังร้อน เมื่อลูกประคบเย็นลง จึงวางลูกประคบไว้ได้นานขึ้น
4.เมื่อลูกประคบลายความร้อน จึงเปลี่ยนลูกประคบ อีกลูกหนึ่งเเทน
-ประโยชน์ของการประคบสมุนไพร
1.ช่วยบรรเทาอาการเมื่อย
2.ช่วยลดอาการบวม อักเสบของกล้ามเนื้อ ข้อต่อ หลัง 24-48 ชั่วโมง
3.ลดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อ
4.ช่วยให้กล้ามเนื้อ พังผืด ยืดตัวออก
5.ลดอาการติดขัดของข้อต่อ
6.ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของโลหิต
7.ลดอาการปวด
-ข้อระวังในการประคบ
1.ห้ามใช้ลูกประคบที่ร้อนเกินไป โดยเฉพาะกับบริเวณผิวหนังอ่อนๆ หรือบริเวณที่เป็นเเผลมาก่อน ถ้าจำเป็นต้องประคบควรมีผ้ารอง หรือรอจนกว่าลูกประคบจะคลายความร้อนลง
2.ควรระวังเป็นพิเศษในผู้ป่วยโรคเบาหวาน อัมพาต เด็ก เเละผู้สูงอายุ เนื่องจากกลุ่ม บุคคล ดังกล่าว มีการตอบสนอง ความรู้สึกร้อน ช้า อาจทำให้ผิวหนังพองได้ ถ้าจำเป้นต้องประคบ ควรใช้ลูกประคบอุ่น
3.ไม่ควรใช้ลูกประคบ ในกรณีที่มีการอักเสบใน 24 ชั่วโมงเเรก เพราะอาจทำให้ การอักเสบมากขึ้น ควรประคบด้วยความเย้นก่อน
4.หลังจากประคบสมุนไพรเเล้ว ไม่ควรอาบน้ำทันที เพราจะไปชำระล้างตัวยาออกจากผิวหนัง เเละร่างกายอาจปรับตัวไม่ทัน
-การเก็บรักษาลูกประคบ
ลูกประคบสามารถใช้ได้นาน 3-5 วัน(กรณีใช้คนเดียว)ควรเก็บไว้ในตู้เย็น จะทำให้เก็บได้นานขึ้น ถ้าลูกประคบที่ใช้ไม่มีสีเหลือง(จากไพลเเละขมิ้น)ทำให้คุณภาพของยาลดลง การใช้จะไม่ได้ผล ควรเปลี่ยนใหม่

วันศุกร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2553

ตำรานวดเเก้อาการ

การนวดเเก้เป็นลม
-สาเหตุ อาจเนื่องมาจากร่างกายอ่อนเพลีย เหนื่อยจัด อากาศร้อน อบอ้าว อยู่กลางเเดดนานเกินไป หรืออยู่ในที่เเออัด อดอาหาร อดนอน ตื่นเต้น ตกใจ
-อาการ อาการจะเกิดขึ้นรวดเร็ว รู้สึกมึน โคลงเคลง ตาพร่า หูอื้อ วิงเวียน มือ-เท้าเย็น เหงื่อออก หน้าซีด ชีพจรเบา เเละมีความดันต่ำ
-จุดนวด
1.กดจุดร่องนิ้วโป้งมือ ซ้าย-ขวา 3-4 ครั้ง
2.กดจุดร่องใต้จมูกเหนือริมฝีปาก 3-4 ครั้ง
3.กดจุดใต้ลิ้นปี่ 3-4 ครั้ง
4.นวดบ่า เส้น 1 เเละเส้น 2 3-4 ครั้ง
5.นวดคอ เส้น 1 เเละเส้น 2 3-4 ครั้ง
ข้อเเนะนำ ให้ผู้ป่วยพักในที่ถ่ายเทดี ใช้ผ้าชุบน้ำเย็น เช็ดหน้าเเละลำคอ
หมายเหตุ ถ้านวดเเล้วไม่ดีขึ้นให้ส่งโรงพยาบาล

การนวดเเก้ตกหมอน
-สาเหตุ เกิดจากการนอนหมอนที่สูงหรือเเข็งเกินไป ทำให้กล้ามเนื้อต้นคอ ต้องยืดเป็นเวลานานๆ หรือเกิดจากการยกของหนักๆเป็นเวลานานซึ่งทำให้เกิดการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อเเละเส้นเอ็น ของเเขน หัวไหล่ ต้นคอ หากผู้ที่กำลังยก หรือ หิ้วของหนักอยู่นั้น หันหน้าหรือบิดคอ ไปข้างใดข้างหนึ่งอย่างกระทันหัน จะทำให้คอเคล็ดหรือเกิดอาการตกหมอนได้ หรืออาจเกิดจากการทำงานในอิริยาบทที่ไม่เหมาะสมเช่น การก้มคอนานๆ บางทีเกิดจากความเครียดวิตกกังวล ซึ่งจะทำให้กล้ามเนื้อคอเกิดการเกร็งตัว
-อาการ มีอาการปวดคอ ข้างใด ข้างหนึ่ง หรือปวดต้นคอถึงหัวไหล่ บางคนอาจปวดถึงสะบัก จะเอี้ยวคอ หรือหันหน้าไม่ถนัด คอจะเเข็ง บางคนก้มหรือเงยไม่ได้ เวลาหันหน้าจะต้อง หันไปทั้งตัว มักจะเกิดอาการปวดเมื่อย เวลาจะหันหน้าหรือเอียงตัว
-จุดนวด
1.กดเส้นบ่า 1 เเละบ่า 2 เส้นคอ 1 เเละคอ 2
2.กดนวดรอบขอบสะบัก โดยดันเข้าหากระดูกสันหลัง
3.กดจุดโค้งคอข้างที่เป็น
4.กดจุดปลายสะบัก เเบบดันขึ้นบน
-ข้อเเนะนำ ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นประคบบริเวณที่ปวด
-ข้อควรระวัง ถ้ามีอาการปวดร้าวลงเเขน ทำให้แขนชาไม่เเรง มักเกิดจากรากประสาทบริเวณคอถูกกดทับ กรณีนี้ ห้ามทำการนวด ควรส่งโรงพยาบาล

การนวดแก้สะบักจม
-สาเหตุเกิดจากการทำงานหนัก เเบกหรือหามของหนักมากเกินไป
เกิดจากนั่งทำงานในท่าที่ไม่เหมาะสม คือหลังไม่ตรง เเละก้มคอมาก
เกิดจากการนอนในท่าที่ไม่เหมาะสม
เกิดจากการเล่นกีฬาหรืออุบัติเหตุ
-อาการ ปวดกล้ามเนื้อที่อยู่ระหว่างกระดูกสันหลังเเละสะบัก ยกเเขนไม่สะดวก ก้มหรือเงยคอได้ไม่เต็มที่ หันหน้าซ้ายขวา หรือเวลายกของก็ปวดเสียวลงมาที่ข้างสะบัก นอนตะเเคงข้างได้ไม่สะดวก ถ้าเป็นน้อยๆอาจปวดตื้อๆน่ารำคาญ ถ้าปล่อยไว้นานๆจะปวดหลัง เอวได้
-จุดนวด
1.นวดให้รอบขอบสะบัก โดยดันเข้าหากระดูกสันหลัง
2.ร่องระหว่างซี่โครงซี่ที่1 เเละ 2
3.จุดโค้งคอ
-หมายเหตุถ้ามีอาการสะบักจมร่วมกับปวดไหล่เเละเเขนให้นวดส่วนเเขนเเละไหล่ก่อน

การนวดเเก้จุกเสียด
-สาเหตุ เกิดจากการกินอาหาร ไม่เป็นเวลา กินอาหารย่อยยาก หรือทำให้เกิดเเก๊สในกะเพาะได้ง่าย เช่น ถั่วงอก ถั่วลิสง อาหารรสจัด หรือเกิดจากความเครียด
-อาการ มีอาการจุกเสียดบริเวณยอด อกหรือใต้ลิ้นปี่ บริเวณชายโคลง ใต้สะบักเเละหน้าอก หายใจขัด ถ้าเรอจะรู้สึกสะบายขึ้น เบื่ออาหาร ท้องผูก
-จุดนวด
1.นวดเส้น2 ท่อนขาล่างด้านนอก
2.กดจุดนาคบาตร
3.กดเส้น 1 เเละ 2 ที่หลัง
4.กดจุดหน้าท้อง 12 จุด
5.โกยท้อง ปิดสะดือ
-ข้อเเนะนำ กินยาขับลมหรือดื่มน้ำขิง กินอาหารที่ย่อยง่าย ออกกำลังให้กล้ามเนื้อได้เคลื่อนไหว

การนวดเเก้ท้องผูก
-สาเหตุเกิดจาก กินอาหารที่มีกากน้อย หรืออาหารที่มีรสฝาด เเละดื่มน้ำน้อย กินยาบางชนิดเช่น ยาเเก้ท้องเสีย ขาดการออกกำลังกาย อารมณ์เครียด วิตกกังวล มีอุปนิสัยถ่ายไม่เป็นเวลา กลั้นอุจจาระเป็นประจำ
-อาการ ถ่ายอุจจาระเเข็งหรือไม่ถ่ายอุจจาระนานหลายวัน(เว้นระยะนานกว่าที่เคยเป็นอยู่ ตามปรกตินิสัย) หรือถ่ายลำบาก ถ่ายเป็นก้อนเเข็งคล้ายขี้เเพะ เป็นพรรดึก อึดอัดในท้อง ผายลมบ่อย จุกเสียดในท้อง ร้อนใน ปากเป็นเเผล ลิ้นเป็นฝ้า หายใจมีกลิ่นเหม็น เป็นสิว ฝี เป็นริดสีดวงทวารหนัก
-จุดนวด
1.เเนวข้างกระดูกกระเบนเหน็บ
2.เเนวลำไส้ใหญ่ วนจากขวาไปซ้าย
3.จุดก้นกบ
4.จุดเหนือข้างสะดือเเละใต้ข้างสะดือ อยู่เหนือเเละใต้ข้างสะดือ 4 นิ้วมือเเละห่างจากเเนวกลางลำตัว 3 นิ้วมือ
-ข้อเเนะนำ กินอาหารที่มีกาก มากๆเช่น ผักเเละผลไม้ ฝึกการขับถ่ายให้เป็นเวลา เป็นประจำทุกวัน ดื่มน้ำสะอาดวันละมากๆ อย่างน้อยวันละ 6-8 เเก้ว เเละควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

การนวดป้องกันการปวดประจำเดือน
-สาเหตุเกิดจากการที่ ระดูมาไม่ปรกติ มีความเครียดวิตกกังวล สุขภาพร่างกายไม่แข็งเเรง
-อาการ มีการปวดหน่วงบริเวณท้องน้อย ปวดหลัง ปวดบริเวณหน้าขา กระเบนเหน็บ บางทีมีอาการปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียร ใจคอ หงุดหงิดร่วมด้วย
-จุดนวด
1.เเนวต้นขาด้านหน้า
2.เเนวขาด้านหลัง เส้น1
3.เเนวหลัง เส้น 1
4.เเนวเชิงกราน
5.จุดเหนือหัวเหน่า ต่ำจากสะดือ 4 นิ้วมือ
-ข้อเเนะนำ ก่อนประจำเดือนมาประมาณ 7 วันเเละหลังประจำเดือน 7 วัน ควรจะนวดเพื่อลดอาการปวดประจำเดือน ใช้น้ำร้อนประคบตรงที่ปวด นอนพักเเละดื่มน้ำอุ่น
-ข้อห้าม ไม่ควรนวดท้อง ในกรณีที่ประจำเดือนไม่มาตามกำหนด หรือก่อนเเละหลังประจำเดือน 2-3 วัน
-ท่าบริหาร ยืนตรง ยกเเขนขึ้น โน้มตัวลงมาให้ปลายนิ้วมือเเตะปลายเท้า เเล้วยกเเขนขึ้นตรงๆเอ่นตัวไปด้านหลังให้มากที่สุด
ท่าที่ 2 เอามือจับเอวทั้ง 2 ข้าง ขาเหยียดตรง กางขาออกเล็กน้อย บิดเอวไปทีละข้าง ซ้าย- ขวา

การนวดป้องกันตะคริว
-สาเหตุ เลือดไปเลี้ยงส่วนนั้นไม่พอ ,กล้ามเนื้อส่วนนั้นทำงานมาก ,ภาวะเสียน้ำในร่างกายมาก ,พฤติกรรมบางอย่าง เช่น ใส่รองเท้าส้นสูง
-อาการ กล้ามเนื้อส่วนที่เป็นตะคริวจะเเข็งเกร็ง ใช้มือคลำดูจะรู้สึกเเข็งเป็นก้อน ถ้าขยับจะยิ่งเเข็งเเละปวดมากขึ้น ทำให้มีอาการปวดกล้ามเนื้อตามมา พบบ่อยตามบริเวณน่อง นิ้วมือ นิ้วเท้า เเละพบมาก ในนักกีฬา กรรมกร หญิงมีครรภ์
-จุดนวด
1.เเนวขาด้านนอกเส้น 2 ช่วงหน้าเเข้ง เน้นจุดนาคบาต
2.เเนวขาด้านนอกเส้น 3 ช่วงหน้าเเข้ง
3.เเนงขาด้านหลัง เส้น 1 (กดทับเส้นเอ็นร้อยหวาย)
-ข้อเเนะนำ ถ้าเป็นตะคริวขณะเข้านอนกลางคืนบ่อยๆควรให้ดื่มนมเเละนอน ยกขาสูงประมาณ 4 นิ้ว
ถ้าเป็นตะคริวจากการท้องเสีย อาเจียร เหงื่อออกมาก ควรให้ดื่มน้ำเกลือ
ถ้าเป็นๆหายๆบ่อยโดยเฉพาะเป็นขณะเดินนานๆหรือยืนนานๆ ควรเเนะนำให้ไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจหาสาเหตุ

การนวดเเก้ข้อเท้าเเพลง
-สาเหตุ เกิดจากเอ็น พังผืด หรือกล้ามเนื้อที่ยึด รอบๆข้อ ถูกยืดออก(ข้อเคล็ด)หรือมีอาการฉีกขาด(ข้อเเพลง)เพราะหกล้ม ข้อบิด ถูกกระเเทกหรือยกของหนัก มักเป็นที่ข้อเท้า
-อาการ หลังจากข้อเท้าเเพลงทันทีจะมีอาการ ปวดเจ็บที่ข้อ เจ็บมากเวลาเคลื่อนไหวข้อ หรือใช้นิ้วกด ต่อมาจะบวมเเดงเเละร้อน
-การรักษาขั้นเเรก
1.หลังการบาดเจ็บ ควรประคบด้วยน้ำเเข็ง หรือเเช่ในน้ำเย็น เพื่อให้เลือดหยุดไหลข้างในลดอาการบวมเเละปวด ทำประมาณ 3 ครั้งในช่วง 24 ชั่วโมงเเรก เเล้วเอาผ้าพันยึด โดยพันรอบข้อเท้า พักการใช้ข้อนั้นเเละให้ยกข้อสูงเวลา นั่ง หรือ นอน
2.หลังจาก 24-48 ชั่วโมงเเล้ว ควรประคบด้วยน้ำร้อน หรือเเช่ในน้ำอุ่นครั้งละ15-30 นาที วันละ 2-3 ครั้ง อาจใช้ยาหม่อง ทาถูนวด เเละนวดบริเวณสันหน้าเเข้งเเละบริเวณน่อง ใช้ผ้าพันยึด พันพอเเน่น เเละยกข้อที่เเพลงให้สูงๆ เเล้วค่อยๆเคลื่อนไหวบริหารข้อให้คืนสู่สภาพเดิม
3.ถ้าอาการ ไม่ดีขึ้น หรือสงสัยว่ากระดูกหัก หรือ ข้อเท้าเเพลงด้านในควรส่งโรงพยาบาล
-จุดนวด
1.เเนวขาด้านนอกเส้น 1 ช่วงหน้าเเข้ง
2.เเนวขาด้านนอกเส้น 2 ช่วงหน้าเเข้ง
3.เเนวขาด้านนอกเส้น 3 ช่วงหน้าเเข้ง
4.เเนวขาด้านหลังเส้น 1 ช่วงน่อง
5.เเนวขาด้านหลังเส้น 2 ช่วงน่อง

การนวดเเก้อาการชา
-อาการชาเกิดจากการไหลเวียนโลหิตไม่ดี มี 2 เเบบคือ เเบบชั่วคราว(เมื่อมีอาการเเล้วกลับคืนปรกติได้)เเละเเบบถาวร(ซึ่งเกิดจากระบบประสาท)
-อาการเหน็บหมายถึงอาการที่เกิดจากการไหลเวียนโลหิตเฉพาะส่วนไม่ดี ความรู้สึกเฉพาะส่วนลดลง มีความรู้สึกคล้ายมีมดไต่ เกิดอาการเป็นชั่วคราวเเละหายไปได้เอง
-สาเหตุ การไหลเวียนเลือดไม่ดี เช่นเกิดจากการกดทับ จากอิริยาบทต่างๆ การเกร้ง เเข้งตัวของกล้ามเนื้อ เกิดจากเบาหวาน ความดันโลหิตสูง
-อาการ ความรู้สึกเฉพาะส่วนลดลง มีความรู้สึกเหมือนมีมดไต่เป้นชั่วคราวเเละหายไปได้เองเมื่อเปลี่ยนวิธีนวด ถ้าเป้นมากจะเป็นอาการชา
เเนวนวดเส้นที่มีอาการชาเเละจุดที่ชาเช่นชาเเขนนวดเเขน 4 เเนวเเล้วเน้นจุดเฉพาะ
1.นวดชาทั่วๆไป
2.เน้นเเนวที่มีผลต่ออาการชา
3.เน้นเฉพาะบางจุดที่มีผล
4.นวดบริหารข้อต่อ เพื่อให้การไหลเวียนดีขึ้น
-หมายเหตุ นวดให้เส้นคลายให้เกิดความอบอุ่น
จุดนวดบริเวณที่ขา คือ นวดเเนวขาด้านนอก น่อง หลังเท้า ปลายนิ้วเท้า
จุดนวดบริเวณหลัง คือ นวดเเนวกระดูกสันหลัง เอว สะโพก
จุดนวดบริเวณเท้า คือ กึ่งกลางตาตุ่มด้านใน เเก้ชาปลายเท้ากดเเล้วดันเข้าหาตาตุ่ม
-ข้อเเนะนำ บริหารข้อต่อ ที่มีอาการ

วันพุธที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ความรู้ในการค้นหาต้นเหตุของโรค

นอกจากความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับร่างกายมนุษย์เเล้ว ผู้นวดต้องมีความรู้เกี่ยวกับการค้นหาสาเหตุของโรค ซึ่งสามารถได้ข้อมูล จากวิธีการต่อไปนี้
1.1 การซักประวัติ -ต้องถามผู้ถูกนวดในเรื่องต่างๆ เพื่อนำมาคิดพิจารณา ว่าผู้ถูกนวดเป็นโรคอะไร ดังนี้
อาการสำัคัญ คือ อาการที่นำผู้ถูกนวด มาหาผู้นวด หรืออาการที่ก่อให้เกิดความรำคาญอย่างมาก เเก่ผู้ถูกนวด เช่นเจ็บไหล่ขวา เวลายกเเขน หรือยกเเขนไม่ได้นั้น มีความเจ็บปวดลักษณะอย่างไร เป็นมานานเพียงใด ทำท่าไหนปวดมากที่สุด ท่าไหนปวดน้อยที่สุด เคลื่อนไหวท่าใด ได้หรือไม่ได้ เพราะปวดไหล่ติด หรือ เพราะไม่มีเเรง
1.2 ประวัติการเจ็บป่วยปัจจุบัน มีความเกี่ยวข้องกับอาการสำคัญ ต้องทราบถึงลักษณะการเริ่มเจ็บป่วย(คือเป็นทันที หรือค่อยเป็นค่อยไป) อะไรเป็นสาเหตุ (เช่นอุบัติเหตุ ยกของผิดท่า ยกของหนักเกินไป เป็นต้น) ความรุนเเรง(อยู่ในระดับมากหรือน้อย) เคยมีอาการอักเสบ (ปวด บวม เเดง ร้อน) บริเวณนั้น หรือ บริเวณอื่นหรือไม่
1.3 ประวัติการเจ็บป่วยในอดีต เช่น เคยได้รับอุบัติเหตุ ได้รับการผ่าตัด ป่วยเป็นโรคอะไรบ้าง ฯ เพราะอาจเกี่ยวข้องในการเจ็บป่วยในครั้งนี้ก็ได้
1.4 ประวัติส่วนตัวเเละประวัติครอบครัว เช่น หอบหืด โรคปอด โรคหัวใจ ความดันเลือดสูง หรือต่ำ โรคเบาหวาน โรคคอพอกเป็นพิษ การสูบบุหรี่ การเสพสุรา การออกกำลังกาย ปัญหาส่วนตัว ปัญหาครอบครัวหรือการงานเป้นเหตุให้เกิดความเครียดอยู่ ซึ่งจะนำไปสู่การเกิดโรคต่างๆได้อีก ที่เรียกว่าโรคทางกายนั้นเนื่องมาจาก จิตเครียด ว้าวุ่น เจ้าอารมณ์ เช่น โรคเเผลในกระเพาะอาหาร อาการหอบหืด นอนไม่หลับ ลำไส้ใหญ่อักเสบ หรือเส้นเลือดเเดงของหัวใจตีบตัน โรคผิวหนังบางชนิด ฯ

การตรวจร่างกาย
2.1 การตรวจทั่วไป โดยอาศัยการดู คลำ จับส่วนพิการ เคลื่อนไหวดู หรือให้ผู้ถูกนวด เคลื่อนไหวเอง ว่าเขาทำได้หรือไม่ ทำได้มากน้อยเพียงใด มีอาการเจ็บปวดร่วมด้วยหรือไม่ ลักษณะการเจ็บปวดเป็นอย่างไร เสียดเเทงหรือตื้อ ปวดร้าว หรือปวดตุ๊บๆ เป็นต้น การเจ็บปวดทุเลาหรือเป็นมากขึ้นจากสาเหตุอะไร เช่น ทุเลาจากการบีบ นวด ขยำ ใช้ยาถูนวด การประคบด้วยความร้อน หรือเป็นมากขึ้นจากการทำงานหนัก ไม่ได้พักส่วนนั้นๆ ความเย็นจัด หรือมีความนึกคิดเเบบ "ตีตนไปก่อนไข้" เป็นต้น
2.2 การตรวจก่อนลงมือนวด เพื่อป้องกันการผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นได้จากการที่ผู้ถูกนวดจากการที่ผู้ถูกนวกมีโรคอื่นเเทรกซ้อนอยู่เเล้ว ผู้นวดจะต้องตรวจดูระบบการทำงานของหัวใจ(ชีพจร) เเละการหายใจ (บันทึกอัตราการหายใจ) ผู้ถูกนวดอ่อนเเอ ลักษณะการหายใจเเละการทำงานของหัวใจผิดปรกติหรือปวดหลังอย่างมาก ควรจัดท่านวด ให้ผู้ถูกนวดนอนตะเเคงหรือนอนหงาย (ไม่ควรนอนคว่ำ เพราะท้องเเละอก จะถูกกดอย่างมาก อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้) เป็นต้น

วันศุกร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

หัตถบำบัด รักษาโรคโดยการนวด

ลมจับโปงมี 2 ชนิด โรคไขข้อ เกิดกับข้อเข่าข้อเท้า หมายถึงเยื่อไขข้อเเห้ง สาเหตุเกิดจากอาหารเเละอากาศ เป็นคนที่ไม่ชอบออกกำลังกาย
-อาการคือ ปวดข้อเข่าหรือข้อเท้า มีอาการปวดเมื่อก้าวเดินเมื่อหยุดเดินจะหายปวด บริเวณที่เป็นจะบวมเเดงร้อน
ลมจับโปงน้ำ คือ มีน้ำเหลืองอยู่ตามข้อเข่า ข้อเท้า ข้อมือ ข้อเเขน
ลมจับโปงเเห้ง คือ ไม่มีน้ำเหลืองอยู่ตามไขข้อ มีอาการบวมไม่เเดงเหมือนกับลมจับโปงน้ำ
การตรวจอาการ สังเกตดูสันเท้าขณะนอนหงาย ท่าเหยียดขา ตรงสันเท้าจะไม่เสมอกันข้างที่เป็นจะมีลักษณะโก่ง เพราะอาการบวมสันเท้าจะดูสั้นกว่าข้างที่ไม่ได้เป็น อาการเป็นโรคไขข้อที่เรียกว่า ลมจับโปงน้ำ สะบ้าหัวเข่าจะคลอนได้มากกว่า อาการลมจับโปงเเห้ง การพับเข่างอเข่า จะไม่ได้องศาเหมือนข้างที่ปรกติ ถ้าใช้วิธีตรวจโดยการทาปูนที่ใช้กินหมากของคนเเก่ยุคเก่า บริเวณที่ปวด ปูนจะขึ้นรอบๆที่ไม่เป็นอะไรปูนจะเเห้งไปก่อน
การรักษาด้วยวิธีนวด
สำหรับผู้สูงอายุ หมอนวดควรใช้น้ำมันหรือครีมทาก่อนลงมือนวด จะได้ผลดีกว่าไม่ใช้เลย
วิธีนวด จากพื้นฐานขาเปิดลมข้อพับเเล้วกดจุดเข่า 3 จุด เริ่มจากการกดจุดนวดเบาๆ จากขาด้านนอกเเละขาด้านใน หรือจะใช้สมุนไพรหรือไพลห่อผ้าฝ้าย หยอดเหล้า 40 ดีกรี ใส่เเล้วห่อนึ่งใช้ประคบไปตาม บริเวณปวดบวมเเล้วนวด 15-20 นาที อาการเช่นนี้ถ้าเป็นสถานอาบอบนวดทั่วไป สำหรับหมอนวดผู้ชำนาญ จะใช้ครีมเเก้อาการเคล็ดขัดยอกเจ็บปวด ทาก่อนนวดหลายครั้งก็ได้ผลรักษา ให้หายได้เหมือนกับวิธีอื่นๆ
หลังจากนวด ผู้มีอาการเช่นนี้ ควรจะเริ่มวิ่งออกกำลังกาย วันละเล็กละน้อย เป็นการช่วยรักษาอาการโรคไขข้อของตัวเอง ไม่ใช่ว่าจะขี้เกียจออกกำลังกาย เเละพึ่งเเต่ยากับหมออย่างเดียว ควรงดเหล้า เบียร์ สิ่งมึนเมา ทุกชนิด งดเครื่องในสัตว์ เเละอาหาร ดิบๆดองๆ
ลมลำบองหัวเเม่เท้า
-อาการ ปวด เเดง ร้อน ปวดที่ข้อ หัวเเม่เท้า
การตรวจ ใช้หลังมือตรวจที่ข้อหัวเเม่เท้า จะพบว่ามีความร้อนผิดปรกติ ผู้ป่วยจะเดินเขย่งหรือกระดกนิ้วหัวเเม่เท้าไม่ได้
การรักษา นวดพื้นฐานขาบริเวณหน้าเเข้ง กดร่องข้อเท้านิ้วเท้า ค่อยๆกดเเล้วปล่อยช้าๆ ใช้ว่านไพลนึ่งประคบ หรือครีมเเก้อาการเคล็ดขัดยอก เจ็บปวด ทาก่อนนวดจะได้ผลทันตา อาการเช่นนี้เหมือนกับ ลมลำบองเข่าหรือลมจับโปงนั่นเอง
ลมปลายปัตฆาตอาการเลือดคั่ง
เกิดจากเลือดไปคั่งตามเส้นเลือด เอ็น ตามข้อต่อกระดูก มีอาการปวดบวมเเต่ไม่ร้อนจะทำให้เส้นเเข็งเป็นลำ ถ้าเกิดที่หน้า ทำให้ปวดศีรษะข้างเดียวปากเบี้ยวกลายเป้นอัมพาตที่หน้า มักจะเกิดที่คอ หน้า เเขน ขา อาการชนิดนี้เป็นจำพวกเดียวกัน กับพรายเลือด พรายน้ำ
-พรายเลือด มีลักษณะเป็นผื่นเเดงที่กล้ามเนื้อหรือผิวหนัง มีอาการปวดเเสบปวกดร้อนในสตรี มักจะเป็นก่อนมีประจำเดือน
-พรายน้ำ มีลักษณะ เป็นจ้ำๆ สีม่วง มีอาการคัน
การตรวจ ให้สังเกต ผู้ป่วยจะก้มเเละเงยหน้าไม่ได้เต็มที่ เอียงคอเอาหูชิดไหล่ จะมีอาการปวดตึงบริเวณต้นคอ มีอาการชา ร้าวไปที่เเขน ปวดศีรษะบ่อยๆ กล้ามเนื้อทั้ง 2 ข้างบริเวณหมอนรองกระดูกไหล่จะเเข็งเป็นลำ
การรักษา ประคบด้วยว่านไพลนึ่ง หรือครีมเเก้อาการเคล็ดขัดยอก เเล้วนวดพื้นฐานจนนุ่ม เเล้วกดหลัง 4 จุดถึงเเขน 3 จังหวะ เเละนวดซ้ำหลายๆรอบ

วันอังคารที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2553

โรคประจำตัว อิทธพลของวันผู้ถือกำเนิด

ผู้ที่เกิดวันอาทิตย์
สุขภาพเเละโรคประจำตัว - จุดอ่อนของผู้ที่เกิดวันอาทิตย์ คือ ระบบหมุนเวียนของกระเเสโลหิต โรคหัวใจ ระบบประสาท สมองส่วนบนที่เกี่ยวกับตา จึงให้เอาใจใส่ เเละระวังสุขภาพในส่วนดังกล่าว บั้นปลายของชีวิตควรทำจิตใจ ให้สงบอย่า ฟุ้งซ่าน อย่าใจร้อน จะทำให้เกิดอาการเครียดโรคหัวใจจะกำเริบ บำเพ็ญสิ่งที่เป็นบุญกุศลจะทำให้จิตใจเเละชีวิตร่มเย็น

ผู้ที่เกิดวันจันทร์
สุขภาพเเละโรคประจำตัว - จุดอ่อนของผู้ที่เกิดวันจันทร์ คือ โรคเกี่ยวกับกระเพาะอาหาร ลำไส้ ระบบ เลือดลม หากเป็นสตรีเกี่ยวกับระบบมดลูกภายใน ต้องรักษาสุขภาพทางด้านนี้ให้ดี เเละระวังการรับประทานอาหาร ให้ถูกสุขลักษณะ ตรงเวลา ในบั้นปลายชีวิต ควรระวังโรคหัวใจ ระบบการหายใจ ควรฝึกทำสมาธิให้มากกว่า การเเสวงหาความสุขในด้านอื่นๆ

ผู้ที่เกิดวันอังคาร
สุขภาพเเละโรคประจำตัว - จุดอ่อนของผู้ที่เกิดวันอังคาร คือ มักเจ็บป่วยบริเวณกล้ามเนื้อ เช่น เป็นโรคปวดเมื่อย ระบม อาจเป็นโรคเกี่ยวกับเยื่อโพรงจมูกอักเสบ อาจได้รับภัยจากความร้อน เช่น อัคคีภัย จึงต้องระวัง รักษาตัวในเรื่องนี่ไว้เป็นพิเศษ ด้วยความไม่ประมาท บั้นปลายของชีวิต ควรหาทางสงบสติอารมณ์ บำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นให้มาก การเข้าวัดทำบุญ ถือศีล ฟังธรรม อ่านข้อความที่ชำระจิตใจ ให้ผ่องใสเป้นทางต่ออายุ ยืนยาวได้นาน ให้ระวังโรคลม ในกระเพาะ ลำไส้ จะก่ออันตรายเเก่ชีวิตได้

ผู้ที่เกิดวันพุธ
สุขภาพเเละโรคประจำตัว - จุดอ่อนของผู้ที่เกิดวันพุธ คือ อยู่ที่มือ เช่นระบบหายใจ หัวใจอ่อน ระบบประสาทสมอง ควรออกกำลังการเป็นประจำ ให้ระวังสุขภาพในส่วนนี้

ผู้ที่เกิดวันพฤหัสบดี
สุขภาพเเละโรคประจำตัว - จุดอ่อนของผู้ที่เกิดวันพฤหัสบดี คือ จุดที่จะทำให้เกิดการเจ็บไข้ ได้ป่วย เนื่องจากระบบดูดย่อย ของอาหาร ตับ การเจ็บป่วยที่อาจเกิดขึ้นได้มากที่สุดกว่าโรคอื่น ได้เเก่ ไขข้ออักเสบ ช้ำบวมตามกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น กระเพาะปัสสาวะ ช่องปัสสาวะ หากเป็นสัตรี เกี่ยวข้องกับช่องคลอด พึงหมั่นออกกำลังบริหารร่างกาย ให้เเพทย์ตรวจร่างการในส่วนนี้เสมอ

ผู้ที่เกิดวันศุกร์
สุขภาพเเละโรคประจำตัว - จุดอ่อนของผู้ที่เกิดวันศุกร์ คือ ความเจ็บไข้ส่วนมาก จะเกี่ยวกับระบบ เลือดลม เจ็บป่วยในลำคอ กระเพาะลำไส้ หากเป็นสัตรีเกี่ยวกับรังไข่ มดลูก ระบบไต ควรกินยาสมุนไพร ล้างไตเป็นประจำ ชีวิตในบั้นปลาย ควรระวังระบบประสาทสมองส่วนบนเสื่อม เลอะเลือน โรคลมเบื้องบนต่ำ ลมในกระเพาะ หมั่นทำการออกกำลังกาย อย่างสม่ำเสมอ จะทำให้ระบบ หัวใจ ระบบเลือด ระบบประสาท ดี ต้องงดของมึนเมา เเละบุหรี่

ผู้ที่เกิดวันเสาร์
สุขภาพเเละโรคประจำตัว - จุดอ่อนของผู้ที่เกิดวันเสาร์ คือ กระดูก ม้าม สะบ้า หัวเข่า โรคเกี่ยวกับหู เยื่อโพรงจมูกอักเสบ วัณโรค คือโรคปอดบวม ตามไขข้ออัมพาต ควรออกกำลังการสม่ำเสมอ เพื่อช่วยให้ไขข้อเเข็งเเรงอยู่เสมอ ชีวิตในบั้นปลาย อยู่ดีๆพาลเป็นลมหน้ามืด ช็อคตายไปเลย หรืออาจมีโรคภัยเเทรกเเซง ทำให้ร่างกายมีเเต่ความเจ็บ ความทุกข์เป็นเวลายาวนาน ควรตั้งใจทำบุญ รู้จักเสียสละอย่าคดโกงมาเพื่อทำบุญ จงทำตัวเองเป็นผู้เสียสละเเละบริสุุทธิ์เพื่อความสบายใจในปัจจุบันชาติ เพื่อเป็นกุศลในภพภูมิเบื้องหน้า

อิทธิพลของวัน-ปีเกิด ส่งผลสู่มนุษย์ผู้ถือกำเนิดเเละโรคประจำตัว

โลกหมุนรอบดวงอาทิตย์ในเเต่ละปี ทำให้เกิดลักษณะของราศีต่างๆขึ้นมา 12 ราศีคือ
1.ราษีเมษ-ธาตุไฟ มีลักษณะ ม้า
2.ราศีพฤษภ-ธาตุดิน มีลักษณะ วัว
3.ราศีเมถุน-ธาตุลม มีลักษณะ คนคู่กัน
4.ราศีกรกฏ-ธาตุน้ำ มีลักษณะ ปู
5.ราศีสิงห์-ธาตุดิน มีลักษณะ สิงหราช
6.ราศีกันย์-ธาตุดิน มีลักษณะ ผู้หญิง
7.ราศีตุลย์-ธาตุลม มีลักษณะ ตาชั่ง
8.ราศีพิจิก-ธาตุไฟ มีลักษณะ เเมงป่อง
9.ราศีธนู-ธาตุไฟ-มีลักษณะ คนถือธนูในท่ายิง
10.ราศีมังกร-ธาตุดิน มีลักษณะ เเพะ
11.ราศีกุมภ์-ธาตุลม มีลักษณะ คนกับหม้อ
12.ราศีมีน-ธาตุน้ำ มีลักษณะ ปลาคู่

ในเเต่ละราศีมีจันทรคติ คือชุณหปักษ์ คือซีกโลกสว่างเเละกาฬปักษ์ คือซีกโลกมืด โลกหมุนเอียงทำมุม 45 องศา การเอียงไปในทางเหนือเเละทางใต้ตามเเรงโน้มถ่วงของเเม่เหล็กโลก ทำให้เกิดฤดูร้อน ฤดูฝน ฤดูหนาว ในเเถบที่ลุ่มของเอเชียส่วนในถิ่นทะเลทราย ฤดูฝนกับฤดูหนาวจะมาพร้อมกัน นอกนั้นร้อนตลอด 9 เดือนของ 1 ปี ฉะนั้น จิตใจของมนุษย์ในเเต่ละภาคพื้นของโลกจึงเเตกต่างกัน มีศาสนาเเละความเชื่อเเตกต่างกัน เเต่ศาสดาทุกพระองค์สอนให้มนุษย์ทั่วทั้งโลก เป็นพี่น้องกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันเเละกัน

อำนาจเเละอิทธพลของเเต่ละวัน มีลักษณะของธาตุทั้ง 4 คือ
ธาตุดิน - ดินคือโลกของเรา ดินเพื่อการเกษตร ดินเหนียวทำก้อนอิฐ ดินผสมโลหะ ดินคือ ร่างกายมนุษย์ฯ อวัยวะ 20 อย่างคือ เส้นผม ขน เล็บ ฟัน ผิวหนัง กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก (ไขกระดูก) ม้าม หัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอด กระเพาะและลำไส้ใหญ่ ลำไส้เล็ก อาหารใหม่ (อาหารที่อยู่ในกระเพาะและลำไส้เล็ก) อาหารเก่า (อาหารที่อยู่ในลำไส้ใหญ่ตอนล่างและตกไปทวารหนัก) มันในสมอง
ธาตุน้ำ - หมายถึงน้ำในร่างกาย 12 อย่างคือ น้ำดี น้ำเสลด หนอง เลือด เหงื่อ มันข้น (เป็นเนื้อมันสีขาวออกเหลืองอ่อนในร่างกาย) น้ำตา มันเหลว (น้ำเหลือง) น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ (น้ำมันที่อยู่ในข้อทั่วไป) น้ำปัสสาวะ
ธาตุลม - ลมหายใจ ลมมรสุม ลมเเห่งจักรวาล ลมเสีย ลมดีฯ มีอยู่ 6 อย่างในร่างกายคือ เรอ ผายลม ลมที่พัดอยู่ในท้องแต่นอกลำไส้ ลมที่พัดในลำไส้และในกระเพาะ การไหลเวียนของเลือดในร่างกาย ลมหายใจเข้าออก
ธาตุไฟ - ไฟในจิตใจทำให้เกิดความกระตือรือร้น ขยันหมั่นเพียร ไฟราคะ เปลวไฟฯ มีอยู่ 4 อย่างคือ ไฟสำหรับอุ่นกายซึ่งทำให้ตัวเราอุ่นเป็นปกติ ไฟสำหรับร้อนระส่ำระสายซึ่งทำให้เราต้องอาบน้ำและพัดวี ไฟสำหรับเผาให้แก่คร่ำคร่าซึ่งทำให้ร่างกายเราเหี่ยวแห้งทรุดโทรมทุพพลภาพไป และไฟสำหรับย่อยอาหารซึ่งทำให้อาหารที่เรากลืนลงไปนั้นให้แหลกละเอียดไป

ดังนั้น ธาตุทั้ง 4 ก็หมายถึงร่างกายของเรานั่นเอง การมีสุขภาพดีก็ต้องรักษาธาตุทั้ง 4 ให้เป็นปกติ

โรคทางหัตถเวช(นวดเเบบราชสำนัก)เเละโรคที่สามารถใช้การนวดรักษาได้

1.อัมพาตหน้า 5 ชนิด เช่น ตาหลับไม่ลง ยักคิ้วไม่ได้ ปากเบี้ยว
2.ขากรรไกรค้าง เช่น หุบปากไม่ลง คางห้อยลง
3.ขากรรไกรอักเสบ
4.หูอื้อ ลมออกหู มีเสียงดังในหู
5.ลมตะกัง
6.กระดูก ส 4 เเละ ส 5 หลัง ลมปลายปัตฆาตบ่า
7.โรคตกหมอน
8.คอเอียงในเด็กเล็ก
9.หัวไหล่ติด หัวไหล่อักเสบ ชูเเขนไม่ได้ เท้าเเขนไม่ได้
10.หัวไหล่เคลื่อน เบี่ยง จากอุบัติเหตุ
11.ลมปลายปัตฆาตข้อศอก
12.ข้อศอกเคลื่อน
13.ข้อมือเคลื่อน
14.ก้อนปมหลังมือ
15.สันนิบาตมือตก
16.ลำบองข้อมือด้านนิ้วโป้ง
17.ลมปลายปัตฆาตข้อมือ
18.นิ้วไกปืน
19.นิ้วมือซ้น
20.ลมปลายปัตฆาต ส 1 เเละ ส 3 หลัง
21.กระดูกสันหลังคด เเอ่น
22.กระดูกสันหลัง งอ ค่อม
23.ลำบองข้อกระดูกสันหลัง
24.ยอกหลัง
25.ขัดสะโพก
26.ข้อสะโพกเคลื่อน
27.จับโป่งเข่า
28.เข่าเบี่ยง
29.สะบ้าบิ่น ลูกสะบ้าเคลื่อน
30.จับโป่งข้อเท้า การบวมข้อเท้า
31.ข้อเท้าเเพลง
32.ลมปลายปัตฆาตส้นเท้า เอ็นบริเวณส้นเท้าอักเสบ
33.ข้อนิ้วเท้าส้น
34.สันนิบาตข้อเท้าตก
35.อัมพาต 5 ชนิด อัมพาตครึ่งซีก ครึ่งท่อน เเขน ขา ทั่วตัว
36.ดานลม เช่น ท้องผูก กินไม่ได้ นอนไม่หลับ อุจจาระเเข็ง ชามือเท้า
37.ดานเลือด มีเลือดคั่งค้างในโพรงมดลูก
38.กระดูกเเขน ขา หัก
39.กล้ามเนื้ออักเสบ จากการกีฬา
40.มดลูกเคลื่อน 3 ชนิด 1 มดลูกตะเเคง 2 มดลูกคว่ำ 3 มดลูกลอย

วันจันทร์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2553

โรคที่พบบ่อย ตามส่วนต่างๆของร่างกาย

โรคที่ที่พบบ่อย โรคของขา เเละ ของเท้าที่พบบ่อย

1.ปวดสะโพกร้าวลงขา เกิดจากกล้ามเนื้ออักเสบ เส้นประสาทที่เอวหรือสะโพก เอ็นต้นขาด้านข้างตึงอักเสบ
2.ปวดเข่าเกิดจาก ข้อเข่าเสื่อมอักเสบ เอ็นสะบ้าอักเสบ เอ็นไขว้ยึดหรือขาด ถุงลื่นอักเสบ สะบ้าอ่อน
3.ปวดน่อง เกิดจากตะคริว กล้ามเนื้อน่องอักเสบ เอ็นร้อยหวายอักเสบ
4.ปวดข้อเท้า เกิดจาก ข้อเท้าเเพลง เอ็นร้อยหวายอักเสบ กระดูกข้อเท้าเสื่อม อักเสบ โรคเก๊าท์
5.ปวดเท้า เกิดจากเอ็นฝ่าเท้าอักเสบ ไขมันรองส้นช้ำ กล้ามเนื้อเมื่อยล้า กระดูกงอ เอ็นร้อยหวายตึงอักเสบ

โรคที่พบบ่อยโรคของเเขน เเละมือ ที่พบบ่อย

1.กระดูกเสื่อมอักเสบ อาการ ปวดตื้นที่คอ ตึงไหล่ เเละสะบัก อาการเเสดง ก้มเงยไม่สุด มีเสียงกระดูกเคลื่อนไหวที่คอ อาจมีอาการชาร้างลงที่เเขนเมื่อยเงยคอจนสุด
2.ข้อไหล่ติด อาการ ปวดไหล่ ยกเเขนขึ้นไม่สุด อาการเเสดง ปวดเมื่อ ยกเเขนสูง ปวดตอนกลางคืน มือไขว้หลังไม่ได้
3.ข้อศอกอักเสบ อาการ ปวดที่ด้านข้างของข้อศอก อาการเเสดง กดเจ็บที่ศอก ปวดข้อศอกเมื่อกำหมัด
4.นิ้วไกปืน อาการ ปวดที่นิ้วมือ กำเข้าได้ เเต่เหยียดไม่ออก อาการเเสดง กดเจ็บที่โคนนิ้ว กำนิ้วได้ เเต่เเบ ไม่ออก
5.เอ็นรัดประสาทมืออักเสบ อาการ ชา เเละ อ่อนเเรงที่ปลายนิ้ว อาการเเสดง เนินฝ่ามือเล็กลง กล้ามเนื้ออ่อนเเรง กดเจ็บที่ข้อมือ ปวดฝ่ามือ
6.เอ็นข้อมืออักเสบ อาการ ปวดที่ข้อมือโคนนิ้วโป้ง อาการเเสดง กำนิ้วโป้งเเล้วเจ็บ

โรคที่พบบ่อยโรคของศีรษะ เเละ คอ

1.ปวดศีรษะเครียด อาการ ปวดศีรษะ ตุบๆ ตาลาย อาการเเสดง คอตึง ไหล่ตึง กดเจ็บที่คอ
2.คอตกหมอน อาการ ปวดคอหันคอไม่ได้ อาการเเสดง หันคอไม่สุด คอตึงเจ็บ
3.กระดูกคอเสื่อมอักเสบ อาการเเสดง ปวดที่คอ ไหล่ตึงสะบัก อาการเเสดง ก้มเงยไม่ได้ กดเจ็บที่คอ ไหล่ หลัง
4.ข้อไหล่ติด อาการ ปวดไหล่ยกเเขนไม่ขึ้น อาการเเสดง ยกเเขนเเล้วเจ็บ มือไขว้หลังเเล้วเจ็บ
5.อัมพาตใบหน้า อาการ ปากเบี้ยว อาการเเสดง หน้าไม่มีเเรงข้างหนึ่ง หลับตาไม่สนิท อมน้ำไม่ได้
6.โพรงจมูกอักเสบ อาการ ปวดบริเวณที่โหนกเเก้ม เเละ หัวคิ้ว อาการเเสดง กดเจ็บที่โหนกเเก้ม

โรคที่พบบ่อยโรคของท้องเเละอก

1.กล้ามเนื้ออกอักเสบ อาการเจ็บเสียวที่อก อาการเเสดง กดเจ็บที่อก ไหล่ห่อ
2.กล้ามเนื้อท้องตึง อาการเเสดง หลังงอ ท้องเเข็งเกร็ง ปวดท้อง อก เเละ หัวเหน่า
3.กระดูกอ่อนอก อักเสบ อาการ เจ็บเสียวกลางหน้าอก อาการเเสดง กดเจ็บรอยต่อซี่โครงหน้าอก หายใจเสียว

โรคที่พบบ่อบโรคของหลัง

1.กล้ามเนื้ออักเสบ อาการเเสดง ก้มเงยไม่ได้ หลังเเข็ง กดเจ็บ ร้าวไปที่เอว เเละสะโพก
2.โรคข้อสันหลังเสื่อม อาการเเสดง นั่งนานไม่ได้ หลังเเข้งเดินไม่ไกล
3.หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท อาการ ปวดเอวร้าวลงขา ก้าวขาไม่ไกล อาการเเสดง เดินกระเพลก หลังเเข็ง ปวดชาลงปลายเท้า ขาอ่อนเเรง กล้ามเนื้อลีบ เเละ เหลว

กายวิภาคศาสตร์เเบบการเเพทย์ทางเลือก

ในร่างกายของเรามีอยู่ทั้งหมด 9 ระบบ เเต่นวดเเผนไทยมีผลกับ 6 ระบบ ที่หมอนวดเเผนไทยพึงรู้
1.ระบบผิวหนัง ประกอบไปด้วย หนังกำพร้า หนังเเท้ เอ็น ต่อมไขมัน ต่อมเหงื่อ เเละขน ทำหน้าที่คือ ห่อหุ้มร่างกาย ป้องกันเชื้อโรค ขับเหงื่อ เเละขับไขมันมาหล่อเลี้ยงผิว เเละยังรักษาอุณภูมิของร่างกายเเละรับรู้สัมผัสต่างๆ การนวด มีผลทำให้เลือดที่ผิวหนังไหลเวียนได้ดีขึ้น ทำให้อุณภูมิเพิ่มขึ้น ขับเหงื่อเเละไขมันได้ดีขึ้น ทำให้ผิวหนังเต่งตึงขึ้น เเต่ถ้าผู้ป่วยเป็นโรคติดต่อทางผิวหนัง ก็อาจทำให้ติดผู้นวดได้ด้วย
2.ระบบกระดูกเเละกล้ามเนื้อ ประกอบไปด้วย กระดูก ข้อต่อ กล้ามเนื้อ เอ็นเเละกระดูกอ่อน ทำหน้าที่ ให้มีรูปร่างทำให้เคลื่อนไหว ป้องกันอวัยวะภายใน สร้างเม็ดเลือด สะสมเเร่ธาตุเเละเเคลเซียม การนวดจะเกี่ยวข้องกับระบบนี้มากที่สุด เพราะจะทำให้กล้ามเนื้อคลายตัว เคลื่อนไหวได้สะดวกขึ้น
3.ระบบไหลเวียนเลือดเเละน้ำเหลือง เลือดทำหน้าที่ ลำเลียงเลือดเเละก๊าซออกซิเจน กับสารอาหารต่างๆไปสู่เซลล์ เเลกเปลี่ยน ของเสีย อันเกิดจากการทำงานของเซลล์ น้ำเหลืองทำหน้าที่ช่วยเสริมการไหลเวียนของเลือดดำ ทำหน้าที่ต่อสู้กับเชื้อโรคในร่างกายไม่ให้เเพร่กระจาย โดยการกรองไปไว้ที่ต่อมน้ำเหลือง เเละสร้างระบบภูมิคุ้มกันโดยปล่อยไปตามกระเเสเลือด การนวด ทำให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น เเละขับถ่ายของเสียจากเซลล์สู่ระบบเลือดดำเเละปัสสาวะดีขึ้นเเละสร้างระบบภูมิคุ้มกัน ของน้ำเหลืองดีขึ้น โดยปล่อยไปตามกระเเสเลือด
4.ระบบหายใจ ทำหน้าที่นำก๊าซออกซิเจนเข้าสู่ปอด เพื่อไปเลี้ยงร่างกาย การนวด ไม่ค่อยมีผลโดยตรงกับระบบนี้เท่าใดนัก
5.ระบบประสาท ทำหน้าที่ควบคุมสั่งงาน เเละรับรู้การทำงานทุกอย่างของร่างกาย การนวด มีผลทำให้รู้สึกผ่อนคลายทั้งระบบประสาทเเละกล้ามเนื้อได้ดีขึ้น เเต่ถ้านวดรุนเเรงเกินไปก็จะทำให้ระบบประสาทช้ำถึงขั้นเป็นอัมพาตได้
6.ระบบย่อยอาหาร ทำหน้าที่หลัก 3 ประการคือ 1.บดเเละกลืนอาหาร 2.ย่อยอาหาร 3.ขับถ่ายกากอาหาร เพื่อทำให้ร่างกายมีชีวิตอยู่ได้ การนวด มีผลกระตุ้นการเคลื่อนไหวของลำไส้ อยากรับประทานอาหาร ย่อยอาหารเเละขับถ่ายได้ดีขึ้น

ระยะโรคเฉียบพลัน คือ เป็นมา 2-3 วัน
ระยะโรคเรื้อรัง คือเป็นมา 6 เดือน
อุณภูมิค่าปรกติ 36.2-37.6 องศาเซลเซียส ถ้าน้อยกว่า 35 หรือมากกว่า43 องศาเซลเซียส ตายได้ ในการวัดอุณภูมิเราวัดได้ 3 ทาง 1.ทางปาก 2-3 นาที 2.ทางรักเเร้ 5 นาที 3.ทวาร 1-2 นาที
อัตราการหายใจ เข้า-ออก นับ 1 ครั้ง ค่าปรกติ 12-20 ครั้งต่อนาที

วันจันทร์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ผลของการนวด

การนวดมีผลต่อระบบต่างๆดังต่อไปนี้
1.ต่อระบบไหลเวียนเลือด
1.1การคลึงทำให้เลือดถูกบีบออกไปจากบริเวณนั้นเเละมีเลือดใหม่มาเเทนที่ ช่วยในการไหลเวียนของเลือดเเละน้ำเหลือง
1.2สำหรับการบวม การคลึงจะทำให้บริเวณนั้นนิ่มลงได้ ทำให้การบวมลดลง เเต่ในกรณีที่มีการอักเสบไม่ควรคลึง อาจทำให้บวมมากขึ้นได้
1.3อุณภูมิเพิ่มขึ้น ทำให้ส่วนที่นวดอุ่นขึ้น

2.ต่อระบบกล้ามเนื้อ
2.1ทำให้กล้ามเนื้อมีประสิทธิภาพดีขึ้น เนื่องจากมีเลือดมาเลี้ยงมากขึ้น เช่นการเตรียมตัวของนักกีฬาก่อนการเเข่งขัน
2.2ขจัดของเสียในกล้ามเนื้อได้ดีขึ้น ทำให้กล้ามเนื้อเมื่อยล้าน้อยลงหลังใช้เเรงงาน
2.3ทำให้กล้ามเนื้อหย่อนลง ผ่อนคลายความเกร็ง
2.4ในรายที่มีพังผืดเกิดในกล้ามเนื้อ การคลึงทำให้พังผืดอ่อนตัวลง ทำให้กล้ามเนื้อมีความยืดหยุ่นดีขึ้น เเละอาการเจ็บปวดลดลง

3.ต่อผิวหนัง
3.1ทำให้เลือดมาเลี้ยงผิวหนังเยอะขึ้น ทำให้ผิวหนังเต่งตึง
3.2ยาดูดซึมได้ดีขึ้นทางผิวหนัง ภายหลังการนวดที่นานพอควรเช่น การนวดด้วยยาเเก้ช้ำ
3.3การคลึงในรายมีเเผลเป็น ซึ่งเกิดจากเนื้อเยื่อพังผืด งอกเเทนผิวหนังเดิม ช่วยให้เลือดไปเลี้ยงบริเวณนั้นมากขึ้น ทำให้เเผลเป็นอ่อนตัวลง หรือเล็กลงไป

4.ต่อระบบทางเดินอาหาร
4.1เพิ่มความดึงตัวของระบบทางเดินอาหาร ได้เเก่ กระเพาะอาหารเเละลำไส้
4.2เกิดการบีบตัวของกระเพาะอาหารเเละลำไส้ ทำให้เจริญอาหาร ท้องไม่อืดไม่เฟ้อ

5.ต่อจิตใจ
5.1ทำให้เกิดการรู้สึกผ่อนคลาย สบายกาย สบายใจ
5.2ทำให้รู้สึกเเจ่มใส กระฉับกระเฉง
5.3ทำให้ลดความเครียด เเละความกังวล
5.4ทำให้เกิดความรู้สึกอบอุ่น ได้รับความรัก ความเอาใจใส่ โดนเฉพาะสมาชิกในครอบครัว ช่วยนวดให้เเก่กันเเละกัน

หลักพื้นฐานการนวดไทย

หลักพื้นฐานการนวดไทย เเบ่งได้เป็น 3 หัวข้อคือ
1.ข้อพึงปฏิบัติในการนวด
2.ข้อพึงระวังในการนวด
3.มรรยาทของผู้นวด


1.ข้อพึงปฏิบัติในการนวด
ก.ก่อนลงมือนวด ผู้นวดพึงปฏิบัติดังต่อไปนี้
1.1สุขภาพดีไม่มีโรค ถ้าผู้นวดไม่สะบายก็ไม่ควรนวดผู้อื่น เพราะจะไม่ได้ผลในการรักษา อาจทำให้ผู้ถูกนวดติดโรคจากผู้นวด ผู้นวดก็อาจหมดเเรงเเละโรคที่เป็นอยู่อาจกำเริบได้
1.2กายสะอาด ใจสดใส รักษาความสะอาดทางกาย เเต่งกายให้สะอาด ล้างมือให้สะอาด เล็บมือให้ตัดสั้น เพื่อไม่ให้ผู้ถูกนวดเจ็บขณะกด ทำจิตใจให้สดชื่น เเจ่มใสอยู่เสมอ
1.3ซักถามอาการ ต้องซักประวัติเเละถามอาการผู้ถูกนวด

ข.เมื่อลงมือนวด ผู้นวดควรปฏิบัติดังต่อไปนี้
1.หายใจช้าๆ ลึกๆมีสมาธิ ผู้นวดควรเเนะนำให้ผู้ถูกนวด หายใจเข้าออกช้าๆลึกๆ เเละสบายๆทำใจให้เป็นสมาธิ จิตใจไม่คิดฟุ้งซ่าน เพื่อให้เกิดความ ผ่อนคลาย ทั้งทางร่างกายเเละจิตใจ ผู้นวดก็ควรปฏิบัติเช่นเดียวกัน
2.ระลึกถึงครู ก่อนลงมือนวด ผู้นวดจะต้องทำการไหว้ครูเพื่อระลึกถึงพระคุณของครูบาอาจารย์ ผู้ประสิทธิ์ ประสาทวิชาความรู้ เเละเป็นการตั้งสติให้จิตใจเเน่วเเน่
3.ท่านวด จัดท่านวดให้ถูกต้อง ท่านวดที่ดีจะช่วยให้ผู้ถูกนวดอยู่ในท่าที่สบาย ผ่อนคลายไม่เกร็ง ผู้นวดสามารถออกเเรงได้อย่างถูกต้อง คือไม่ต้องเสียเเรงมาก เเละไม่ทำให้ปวดเมื่อยเสียเอง
4.หาตำเเหน่งจุดนวด ทำการหาตำเเหน่งจุดนวดที่ถูกต้อง การนวดผิดจุดย่อมไม่เกิดผล ในการรักษาเเต่อาจทำให้เกิดผลเสียได้
5.การวางมือ วางมือให้ถูกต้อง
5.1 ใช้นิ้วหัวเเม่มือกด การกดด้วยนิ้วหัวเเม่มือ ให้กดเเบบเดียวกับการพิมพ์นิ้วมือ เเต่ไม่ควรกดเเบบจิกนิ้ว(งอข้อนิ้ว)เพราะจะทำให้เจ็บได้
5.2การซ้อนนิ้ว ใช้นิ้วหัวเเม่มือกดซ้อนกัน โดยใช้นิ้วหัวเเม่มือที่ซ้อนอยู่บนตัวออกเเรงกด นิ้วล่างประคองไว้เฉยๆ
5.3กดซ้อนด้วยมือ ใช้นิ้วหัวเเม่มือวาง บนจุดที่ต้องการกด เเล้วใช้ส้นมืออีกข้าง ออกเเรงกดลง บนนิ้วหัวเเม่มือที่วางไว้
5.4กดด้วยส้นมือ ใช้ส้นมือกดเเทนนิ้วมือได้ ในกรณีที่จุดที่กดเป็นเเนว หรือมีบริเวณกว้างพอ 6.เเขนเหยียดตรง โน้มตัวไปข้างหน้า เเขนข้างที่ใช้กดควรเหยียดตรง ไม่งอศอกหรือ ข้อมือ ไม่กางเเขนหรือหุบเเขนมากเกินไป เเละโน้มตัวไปข้างหน้า
7.เเรงที่ใช้กด ออกเเรงให้ถูก ให้ค่อยๆเพิ่มเเรงกด จากเบา ไปหาหนัก (ขณะกดเเขนต้องเหยียดตรง โน้มน้ำหนักตัวลงสู่จุดที่กด)กดนิ่งไว้เเล้วค่อยๆผ่อนออก การรีบปล่อยมือ หรือยกมือโดยเร็ว จะทำให้ระบมได
8.เวลาที่ใช้นวด การนวดเป็นคาบ คาบหนึ่ง คือการหายใจเข้าหนึ่งครั้ง เเละหายใจออกหนึ่งครั้ง หรือกดนาน 10 วินาที
9.หมั่นสังเกต การสังเกตน้ำหนักที่ใช้ในการกดนั้น ให้สังเกตของสีหน้าอาการ ของผู้ถูกนวด เเละปฏิกิริยาการเกร็งตัว ของกล้ามเนื้อ ถ้าผู้ถูกนวดเเสดงอาการเจ็บปวดมาก หรือกล้ามเนื้อเกร็งสู้มาก ก็ควรผ่อนเเรงกด เเรงกดที่เบาเกินไปจะทำให้ไม่ได้ผล ส่วนเเรงกดที่มากเกินไป ก็อาจทำให้ระบมได้
10.สอบถาม ผู้นวดควรสอบถามความรู้สึกของผู้ถูกนวด ขณะทำการนวดว่า ทนเจ็บปวดได้หรือไม่ ควรผ่อนเเรงกด ถ้ามีผู้ถูกนวดบอกเจ็บจนทนไม่ไหว
11.นวดซ้ำ เมื่อนวดครบทุกเเนวทุกจุด เเล้ว ควรกลับมานวดซ้ำประมาณ3-5 รอบ เเล้วเเต่อาการ ซึ่งต้องอาศัย ความชำนาญของผู้นวด ในการตรวจสอบดูอาการในขณะนวด ในการตรวจสอบดูอาการในขณะนวด หากนวดในครั้งเเรกเเล้วอาการดีขึ้น ให้เว้นระยะเวลา 2-3 วัน จึงจะนวดครั้งต่อไปได้ ไม่ควรนวดซ้ำรอบ มากเกินไป หรือนวดถี่วัน เกินไป เพราะจะทำให้ระบมได้

ค. หลังการนวดผู้นวดพึงปฏิบัติดังต่อไปนี้
1. ให้คำเเนะนำในการปฏิบัติตัวของผู้ถูกนวด เช่น ท่าที่เหมาะสมในการนั่ง การนอน การทำงาน เเละการบริหารกาย เพื่อป้องกันไม่ให้มีอาการปวดเกิดขึ้นตามมาอีก
2.ถ้าผู้ถูกนวดมีอาการระบม ควรเเนะนำให้ประคบน้ำร้อน(ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นประคบ ใช้ถุงน้ำร้อนหรือขวดน้ำร้อน พันด้วยผ้า หรือใช้ลูกประคบสมุนไพร)นอนพักผ่อน ถ้าผู้ถูกนวดมีไข้ ควรเเนะนำให้ดื่มน้ำมากๆ เช็ดตัวด้วยน้ำธรรมดา เเละนอนพัก ถ้ามีไข้เกิน 3 วัน ควรเเนะนำให้พบเเพทย์

2.ข้อพึงระวังในการนวด
1.ห้ามปิด-เปิดประตูลม นานเกิน 45 วินาที การปิด-เปิดประตูลม คือการใช้นิ้วมือกดที่หลอดเลือดเเดง เพื่อไม่ให้ส่งเลือดไป เลี้ยงที่เเขนหรือขาในชั่วขณะหนึ่ง เเล้วปล่อยนิ้วมือที่กดออก เลือดเเดงก็จะพุ่ง ไปเลี้ยงเเขนขา ทำให้รู้สึกวูบวาบ ตามมา การปิด-เปิด ประตูลม ไม่ควรใช้เเรงกดมากเกินไป เพราะหลอดเลือดเเดงอาจช้ำ เเละอักเสบได้ เเละไม่ควรกดนานเกิน 45 วินาที เพราะอาจทำให้เส้นประสาท ขาดเลือดไปเลี้ยงนานเกินไป ทำให้มีอาการชา ตามมาได้ หรืออาจเป็นอัมพาตได้

2.ห้ามเหยียบหลังเเละท้อง การเหยียบเป็นลักษณะการนวดเเบบไทยในลักษณะหนึ่ง ที่ต้องอาศัยความชำนาญ ของผู้นวดมาก เพราะเท้ามีความละเอียดอ่อนในการใช้งาน ได้น้อยกว่ามือ ผู้ที่จะนวดโดยการเหยียบได้ จึงต้องฝึกฝนกับผู้รู้ ผู้ชำนาญเเล้วเท่านั้น

3. ห้ามดัด ดึงคอ ข้อเท้าเเพลง เเละคนเป็นอัมพาต การดึงเป็นลักษณะการนวดเเบบไทยในลักษณะหนึ่ง ที่จำเป็นต้องอาศัยความชำนาญ ของผู้นวดเช่นกัน ในระดับพื้นฐานไม่ควรดัด ดึง ในกรณีดังต่อไปนี้
-ห้ามดัด ดึงคอ หรือ บิดคอ เพราะอาจทำให้กระดูกคอเคลื่อนไปกดทับ เส้นประสาท ทำให้ปวดร้าวเสียว ชา ลงมา ตามเเขน เเขนเป้นอัมพาตได้ ถ้ากระดูกเคลื่อนหรือเเตกหัก เเทงเข้าไปในไขสันหลังจะทำให้เป็นอัมพาตทั้ง 2 เเขน เเละ 2 ขา หมดหนทางที่จะรักษา ถ้ากระดูกเคลื่อนไปทำลาย ก้านสมองซึ่งควบคุม การหายใจ เเละการเต้น ของหัวใจ ก็อาจทำให้ถึงตายได้
-ห้ามดัดดึง ข้อเท้าที่เเพลงในระยะเเรก เพราะจะทำให้กล้ามเนื้อ เอ็น เเละ พังผืด รอบๆข้อฉีกขาดมากยิ่งขึ้น ทำให้อักเสบเเละปวดมากขึ้น
-ห้ามดัด ดึง คนเป็นอัมพาต เพราะอาจทำให้ข้อเคลื่อน(ข้อหลุด)ได้
-ห้ามดึงเข่า ในลักษณะกระตุกเข่า เพราะจะทำให้กล้ามเนื้อเอ็น เเละพัง ผืด บริเวณ ข้อเข่า ได้รับบาดเจ็บ
4.งดของเเสลง ผู้ถูกนวด ควรงดเว้นเหล้า ยาดองเหล้า บุหรี่ เเละของที่กินเเล้ว ทำให้อาการกำเริบขึ้นได้ เช่น เเตงกวา หน่อไม้ดอง
5.งดยาเเก้ปวด ผู้ถูกนวดไม่ควรกินยาเเก้ปวด ก่อนการนวด ถ้าผู้ถูกนวดกินยาเเก้ปวดมาไม่เกิน4-6ช ั่วโมง ห้ามทำการนวด ก็ควรรอให้ยาหมดฤทธิ์ก่อนจึงจะ ทำการนวดได้ การกินยา เเก้ปวด เป็นการตัดการรับความรู้สึกเจ็บปวดของร้างกาย เเละไม่ได้เเก้ไขที่ต้นเหตุของความเจ็บป่วยนั้นเลย ถ้าทำการนวดหลังกินยาเเก้ปวด จะทำให้การรับความรู้สึกเจ็บปวดขณะนวดสูญเสียไป อาจทำให้อวัยวะที่เจ็บปวดอยู่นั้น บาดเจ้บมาก ยิ่งขึ้น โดยที่ผู้ถูกนวดไม่รู้สึกตัว พอยาเเก้ปวดหมดฤทธิ์จึงมีอาการเจ็บปวดเเสดงให้เห็น

3.มรรยาทของผู้นวด
1.ไม่โอ้อวดตนเองไม่โอ้อวดความรู้ ไม่ว่าจะมีหรือไม่มีในตน ไม่ยกตนข่มท่าน ไม่หลอกผู้ถูกนวดด้วยประการต่างๆเพื่อเห็นเเก่อามิสสินจ้าง เเละชื่อเสียง
2.ไม่ลวนลามผู้ถูกนวด ไม่ว่าทางกาย วาจา หรือเเม้เเต่ทางใจ
3.ไม่มัวเมาอบายมุข ของเมา เเละ ยาเสพติด เพราะเป็นเครื่องชักนำให้ขาดสติ
4.ไม่นวดในสถานที่ที่ไม่เหมาะสม เช่นโรงเเรม โรงน้ำชา โรงอาบอบนวด เพราะอาจทำให้ผู้อื่นเข้าใจไปในทางที่ผิดได้
5.เก็บรักษาความลับของผู้ถูกนวด
6.นั่งห่างจากผู้ถูกนวดพอสมควร เมื่อนวดข้างซ้ายควรนั่งข้างซ้าย นวดข้างขวาควรนั่งข้างขวา ไม่คร่อมตัวผู้ถูกนวด โดยไม่จำเป็น
7.อย่าหายใจรดผู้ถูกนวด
8.ก่อนนวดศีรษะ ควรขออนุญาติผู้ถูกนวดก่อน
9.หยุดนวด เมื่อผู้ถูกนวดบอกว่าเจ็บ หรือทนไม่ไหวเเล้ว
10.ไม่กินอาหารหรือสิ่งใดๆ รวมทั้งบุหรี่ ขณะทำการนวด

วันจันทร์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2553

ลักษณะการนวดเเบบไทย


การนวดเเบบไทยหรือการนวดเเผนไทย เดิมนั้น สามารถเเยกรายละเอียดลักษณะการนวดได้ดังต่อไปนี้

1. การกด
การกดมักจะใช้นิ้วหัวเเม่มือกดลงที่ส่วนของร่างกาย เพื่อช่วยให้กล้ามเนื้อคลายตัว ให้เลือดถูกขับออกจากหลอดเลือดที่บริเวณนั้น เเละเมื่อลดเเรงกดลง เลือดก็จะไหลมาเลี้ยงบริเวณนั้นมากขึ้น ทำให้ระบบไหลเวียนของเลือดทำหน้าที่ได้ดีขึ้น ช่วยการซ่อมเเซมส่วนที่สึกหรอได้รวดเร็วขึ้น ข้อเสียของการกดคือ ถ้ากดนานเกินไปหรือหนักเกินไป จะทำให้หลอดเลือดเป็นอันตราย ได้เช่น ทำให้เส้นเลือดฉีกขาด เกิดรอยช้ำเขียว บริเวณที่กดนั้น
2. การคลึง
การคลึงคือการใช้หัวเเม่มือ นิ้วมือหรือส้นมือออกเเรงกดให้ลึกถึงกล้ามเนื้อ ให้เคลื่อนไป-มา หรือคลึงเป็นลักษณะวงกลม
3. การบีบ
การบีบเป็นการจับกล้ามเนื้อให้เต็มฝ่ามือเเล้วออกเเรงบีบที่กล้ามเนื้อ เพื่อเป็นการเพิ่มการ ไหลเวียน ของเลือดมายังกล้ามเนื้อ ช่วยให้หายจากอาการเมื่อยล้า การบีบยังช่วยลดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อได้อีกด้วย ข้อเสียของการบีบเช่นเดียวกับ การกด คือ ถ้าบีบนานเกินไป อาจทำให้กล้ามเนื้อช้ำ เพราะเกิดการฉีกขาดของเส้นเลือดภายในกล้ามเนื้อนั้น
4. การดึง
การดึงเป็นการออกเเรงเพื่อที่ จะยืดเส้นเอ็นของกล้ามเนื้อ หรือพังผืดของข้อต่อที่หดสั้นเข้าไป นั้นออก เพื่อให้ส่วนนั้นทำหน้าที่ได้ตามปรกติ ข้อเสียของการดึงคือ อาจทำให้เส้นเอ็นหรือพังผืด ที่ฉีกขาดอยู่เล้ว ขาดมากขึ้น ดังนั้นจึงไม่ควรทำการดึง เมื่อมีอาการเเพลงของข้อต่อ ในระยะเริ่มเเรก ต้องรอให้หลังการบาดเจ็บเเล้วอย่างน้อย 14 วัน จึงทำการดึงได้
5. การบิด
การบิดเป็นการออกเเรงเพื่อหมุนข้อต่อ หรือ กล้ามเนื้อเส้นเอ็นให้ยืดออกด้านขวาง ข้อเสียของการบิด คล้ายกับข้อเสียของการดึง
6. การดัด
เป็นการออกเเรงเพื่อให้ข้อต่อที่ติดขัดเคลื่อนไหวได้ตามปรกติ การดัดต้องออกเเรงมาก เเละค่อนข้างรุนเเรง ก่อนทำการดัดควรจะศึกษาเปรียบเทียบช่วงการ เคลื่อนไหว ของข้อต่อที่จะทำการดัด กับข้อต่อปรกติ เเละจะต้องคำนึงถึงอายุของผู้ป่วยด้วย โดยถือว่าเด็กย่อมมีการเคลื่อนไหวของ ข้อต่อได้ดีกว่าผู้ใหญ่ ข้อเสียของการดัดคือ อาจทำให้กล้ามเนื้อฉีกขาดได้ ถ้าผู้ป่วยไม่ผ่อนคลายกล้ามเนื้อรอบๆข้อต่อนั้น หรือกรณีทำการดัดคอให้ผู้สูงอายุซึ่งมีกระดูกค่อนข้างบาง การดัดที่รุนเเรง อาจทำให้กระดูกหักได้ ในผู้ป่วยที่เป้นอัมพาตมีกล้ามเนื้ออ่อนเเรงก็ไม่ควรทำการดัด เพราะอาจทำให้ข้อต่อเคลื่อนออกจากที่เดิม หรือกรณีข้อเท้าเเพลงก็ไม่ควรทำการดัดทันที อาจทำให้มีอาการอักเสบ เเละปวดมากขึ้น
7. การตบ การตี หรือ การทุบ การสับ
การตบ การตี หรือ การทุบ การสับ เป็นการออกเเรงกระตุ้นกล้ามเนื้ออย่างเป็นจังหวะ เรามักใช้วิธีการเหล่านี้กับ บริเวณหลัง เพื่อช่วยอาการปวดหลัง ปวดคอ หรือช่วยในการขับเสมหะเวลาไอ ข้อเสียของการตบ การตี คือ ทำให้กล้ามเนื้อชอกช้ำ เเละ บาดเจ็บได้
8. การเหยียบ
การเหยียบเป็นวิธีที่นิยมทำกันโดยให้เด็กหรือผู้อื่นขึ้นไปเหยียบ หรือเดินอยู่บนหลัง ข้อเสียของการเหยียบคือ เป็นท่านวดที่มีอันตรายมาก เพราะอาจจะทำให้กระดูกสันหลังหัก ทำให้เป็นอัมพาตได้ หรือทำให้เกิดอันตรายต่ออวัยวะภายใน เช่น ตับ ไต เกิดการบาดเจ็บได้

วันอาทิตย์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2553

การบริหารเเบบไทย ท่าฤาษีดัดตนพื้นฐาน 15 ท่า

การบริหารร่างกายด้วยท่าฤาษีดัดตนจะเกิดประโยชน์สูงสุด ถ้าหายใจเข้าออกอย่างถูกวิธีเเละมีความสัมพันธ์กับการยืดหดของกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น เเละข้อต่างๆของร่างกาย
ท่าที่ 1 ท่านวดบริเวณกล้ามเนื้อบนใบหน้าถนอมสายตามี 7 ท่า เป็นท่าที่ รศ.นพ.กรุงไกร เจนพาณิชย์ ใช้นวดถนอมสายตา ช่วยบริหารกล้ามเนื้อบริเวณใบหน้า ในเเต่ละท่า ให้กำหนดลมหายใจเข้า-ออกไปด้วย


ท่าที่ 2 ท่าเทพพนม


อนิลถีคันธ์ท่านนิ่วหน้า คากลึง
ลมเสียดสองหัตถ์ตึง ปวดติ้ว
พับเข่านั่งคำนึง บิตคัดดั่งฤา
กายขดชระคัดนิ้ว นบถ้า เทพพนม
ท่าเทพพนมมีประโยชน์ในการ เเก้ลมในข้อมือ เเละเเก้ลมในลำลึงค์ เป็นการบริหารข้อมือ

ท่าที่ 3 ท่าชูหัตถ์วาดหลัง


ฤาษีสี่ชื่อให้ นามนครรามเอย
อังนะคาวีอักษร อ๊ะ๊ตั้ง
ทับชงฆ์เทิดถวัดกร สองไปล่หลังนา
เเก้ขัดข้อเท้าทั้ง ป่วยท้องบรรเทา
ท่าชูหัตถ์วาดหลัง มีประโยชน์ในการ เเก้ลมปวดศีรษะ ปวดท้องเเละข้อเท้า เมื่อฝึกท่านี้ต่อเนื่องกัน จะทำให้การเคลื่อนไหวของข้อไหล่ได้ดีขึ้น ส่งผลให้การไหลเวียนของเลือดไปที่ศีรษะ เเละเเขนดีขึ้น

ท่าที่ 4 ท่าเกียจ


มุนีมีฤทธิ์มาก เพียงใด
ฤาพ้นทุกข์โรคภัย นั้นได้
ปวดเวียนเศียร มัวนัยน์ อาจเเก้หายนา
ขัดสมาธิยกหัตถ์ขึ้น หัตถ์นั้น อิงเศียร
ท่าเกียจมีประโยชน์ในการ เเก้ลม เจ็บศีรษะเเละตามัว เป็นท่าง่ายๆที่ใช้กันบ่อย คือการบิดขี้เกียจ โดยประยุกต์ให้เคลื่อนไหวครบทุกทิศ เป็นการยืดเเขนเต็มที่ทุกทิศ

ท่าที่ 5 ท่าไล้คาง


พระนารอทโยคี มียานกล้า
เเต่ยังคงเมื่อยล้า ฤาห้ามได้
จึงดัดตนเร่งค้นคว้า ตามบอกไว้เอย
พับเพียบหัตถ์คลึงศอกได้ อีกไคล้คลึงคาง
ท่าไล้คาง มีประโยชน์ในการเเก้ขัดเเขน เเขนขัด เป็นท่าที่ทำง่าย ทำให้ลดปัญหาเเขนขัดที่พบบ่อยๆเเละเป็นการบริหารหัวไหล่

ท่าที่ 6 ท่านั่งนวดขา


ธาระนีฒันนั่งน้อม โน้มกาย
เท้าเหยียดมือหยิบปลาย เเม่เท้า
ลมกร่อนเหือดห่างหาย เห็นประจักษ์
อีกเเน่นนาภีเร้า ระงับเส้นกร่อนกระษัย
ท่านั่งนวดขามีประโยชน์ในการ เเก้กล่อนกษัย เเก้ขัดเข่า เป็นการบริหารบริเวณเข่า หลัง เอว

ท่าที่ 7 ท่ายิงธนู


สหัชนาไลยลี้หลีก ละสงสารเเย่
ยืนย่างหยัดเหยียดองค์ อ่อนเเล้
สองหัตถ์ท่าทีทรง ศรสารทไปเอย
บำบัดปรัดฆาฎเเก้ กร่อนเเห้งหืดหาย
ท่ายิงธนูมีประโยชน์ในการ เเก้กล่อนปัตคาต เเละเเก้เส้นมหาสนุกระงับ มีผลที่อกเเละขา กล่อนปัตคาตหมายถึง ภาวะอาการขัดเจ็บของกล้ามเนื้อบริเวณต่างๆ

ท่าที่ 8 ท่าอวดเเหวนเพชร


เหยียดหัตถ์นิ้วนิ่ง ชันเพลา
เเก้เมื่อยขัดเเขนเบา โทษได้
ยาคะรูปนี้เอา ยาชื่อใส่เฮย
ผสมสี่นักสิทธิให้ ชื่ออ้างอยุธยา
ท่าอวดเเหวนเพชร มีประโยชน์ในการเเก้ลมในเเขน ข้อมือเเละนิ้ว ช่วยให้เเขนข้อมือเเละนิ้วเเข็งเเรง

ท่าที่ 9 ท่าดำรงกายอายุยืน


ทิศภัยโพ้นผนวดข้าง เขาเขิน
ทิวพนักชายเนิน ท่าน้ำ
ปรนนิบัติดัดองค์เจริญ ชนม์ชีพ พระนา
กุมกดธารกรค้ำ ห่างพื้นยืนยัง
ท่าดำรงกายอายุยืนมีประโยชน์ในการ ทดสอบการทรงตัวบริหารเข่า ต้นขา เเละช่วยระบบขับถ่าย เป็นท่าที่ทดสอบการทรงตัว ยืนขาเดียว บริหารเข่า มีการยือร่างกายตามเเนวดิ่ง

ท่าที่ 10 ท่านางเเบบ


อิสีสิงค์หน้ามฤต ญาณมอดม้วยเเฮ
สลบเพื่อนนางฟ้ากอด ท่านนั้น
ฟื้นองค์ครั่นครางออก ขาไหล่ขัดเอย
ยืนย่อบาทบีบคั้น เข่าทั้งโคนขา
ท่านางเเบบมีประโยชน์ในการ เเก้ไหล่ ขา เอว ใช้บริหาร เอว อก ขา ไหล่

ท่าที่ 11 ท่านอนหงายผายปอด


วรเชษฐ์เเปลงเปลี่ยนข้อ ลิขิตการ
พระรถเรื่องโบราณ บอกเเจ้ง
ลมไสยาศน์เหยียดเครียดปาน ฉุดชักไว้เเฮ
เเก้โรคไออกเเห้ง เหือดให้เห็นคุณ
ท่านอนหงายผายปอดมีประโยชน์ในการ เเก้โรคในอก ทำให้ปอดเเข็งเเรง

ท่าที่ 12 ท่าเต้นโขน


อัคนีเนตรนี้ขัด คี่โชนเนตรฤา
ยืนเเยกย่างยักษ์โขน ออกเต้น
กางกรกดสองโคน ขานิดเน้นนอ
เเก้ตะคริวริ้วเส้น เเก้เเข้งตลอดเเขน
ท่าเต้นโขนมีประโยชน์ในการ เเก้ตะคริวมือเเละเท้า เป็นการบริหารยือร่างกาย ตามเเนวดิ่ง เป็นการบริหารเอว เเละ ขา

ท่าที่ 13 ท่ายืนก้มนวดขา


สระภังก์ดาบสตั้ง ตนตรง
ถ่างบาททั้งสองทรง เเย่เเต้
กำหมัดดัดกรผจง กดคู่ขานา
ตะโพกสลักเพชรม้า เมื่อยล้าขาหาย
ท่ายืนก้มนวดขา มีประโยชน์ในการ เเก้ตะโพกสลักเพชร เเก้ไหล่ ขาขัด โดยเน้นทำ เท่าที่ทำได้ ตามสภาพหลังของเเต่ละคน ทำโดยไม่ต้องฝืน ข้อควรระวัง ผู้มีอาการปวดหลัง ปวดร้าว ชาลงไปตามขา ควรหลีกเลี่ยงท่านี้ เเละขณะก้มลง ถ้ามือไม่สามารถเเตะพื้นได้ก็ไม่ควรฝืน

ท่าที่ 14 ท่านอนคว่ำพับบาท


เวฎฐทีประโพ้น พงษ์กษัตริย์
ออกผนวชพัชรลัด หลีกเส้น
กรทอดระทวยดัด องค์อ่อน งามเอย
เเก้ทั่วสรรพยางค์ เส้นระงับได้โดยเพียร
ท่านอนคว่ำพับบาทมีประโยชน์ในการ เเก้ลมรัดทั้งตัว เเละลมเลือดในตามัว เป็นท่าที่ใช้ในการบริหาร ส่วนคอ ขา เเละ หน้าอก ข้อควรระวัง ผู้มีอาการเวียนศีรษะ ปวดต้นคอ ควรหลีกเลี่ยงท่านี้

ท่าที่ 15 ท่าองค์เเอ่นเเหงนภักตร์


หัตถ์หน่วงนิ้วเท้าทบ จบกัน
นอนเหยียดเบียดอกพัน เหยียดเเขน
องค์เเอ่นเเหงนภัคน์หัน เหินหาวราวตะนา
กาลสิทธิเเก้เมื่อยเเสบ มือเท้าเพลาหาย
ท่าองค์เเอ่นเเหงนภักตร์มีประโยชน์ในการเเก้ปวดเมื่อยปลายมือ เเละปลายเท้า ข้อควรระวัง
ไม่ควรเเหงนหน้ามากเกินไป จะทำให้เป็นตะคริวที่น่องได้

กายบริหารเเบบไทย ท่าฤาษีดัดตน เเละประโยชน์

ฤาษี หมายถึง นักพรตหรือนักบวช ที่อยู่ตามป่าเขาลำเนาไพร ในตำนาน หรือนิทานโบราณมักจะเรียกผู้ที่เป็นนักบวช ว่าเป็น ฤา๊ษี เเละในความเป็นจริงของสังคมไทยในอดีตน่าจะมีนักบวชประเภทนี้เเสวงหาความสุขอยู่ตามป่าเขา บำเพ็ญเพียร นั่งสมาธินานๆ อาจมีอาการเมื่อยขบก็ได้ เมื่อทดลองขยับเขยื้อนร่างกาย การยืดข้อพับ เเละเกร็งตัวดัดตน ทำให้เกิดท่าต่างๆเเล้วทำให้อาการเจ็บป่วย เมื่อยขบหายไป จึงได้สรุปประสบการณ์บอกเล่าสืบต่อกันมา หรืออาจเกิดจากการคิดค้นโดยคนธรรมดา ทั่วๆไป เพราะในสังคมไทยกว่า 2000 ปี เรามีศาสนาพุทธเป็นที่ยึดเหนี่ยวในการปฏิบัติตน ดังนั้นนักบวช นักพรตก็อาจเป็นชาวที่นิยมนั่งสมาธิวิปัสสนากรรมฐานนั่นเอง ซึ่งอาจเป็นอุบาสกอุบาสิกาหรือเป็นพระสงฆ์ การปั้นรูปเป็นฤาษีไม่มีหลักฐานว่าพระมหากษัตริย์ไทยลอกเเบบมาจากที่ใด เเต่เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่าคนไทยเคารพนับถือ ฤาษี เป้นครูบาอาจารย์ การปั้นเป็นรูปฤาษี เเละระบุชื่อฤาษีผู้คิดค้นท่า อาจเป็นกลวิธีทำให้ เกิดความขลัง เพราะผู้ฝึกต้องมาฝึกทำท่ากับรูปปั้น เท่ากับฝึกหัดกับครู เพราะฤาษีเป็นครูของศิลปะ วิทยาการ ทุกสาขา มีผู้ศึกษาบางคนพยายามเชื่อมโยงว่า คนไทยเลียนเเบบโยคะ ของอินเดีย เเล้วพยายามนำท่าไปเทียบเคียง เเต่เมื่อพิจารณาท่า ต่างๆของโยคะเเล้วพบว่าไม่เหมือนกัน เเละท่าดัดตน ของไทย ไม่ใช่ท่าผาดโผนหรือฝืนร่างกายจนเกินไป ส่วนใหญ่เป็นท่าดัดตนตามอิริยาบทของคนไทย ที่มีความสุภาพ เเละสามารถปฏิบัติได้โดยคนทั่วๆไปอย่างไรก็ตามในจำนวนท่าฤาษีดัดตน 127 ท่า มีท่าเเบบจีน 1 ท่า เเบบเเขก 1 ท่า ท่าดัดคู่ 2 ท่า เเสดงถึงการเเลกเปลี่ยนความรู้กันเเละมีการระบุไว้ชัดเจนว่าเป็นของต่างชาติ ซึ่งเชื่อว่าเป็นการปั้นเพิ่มเติมขึ้นมาภายหลัง เพราะมนุษย์ต่างก็เเสวงหาเเนวทางที่จะช่วยเหลือตนเองเบื้องต้น เพื่อให้มีร่างกายเเข้งเเรงเเละมีอายุยืนยาว

ประโยชน์ท่าบริหาร ฤาษีดัดตน
การบริหารร่างกายด้วยท่าฤาษีดัดตนที่คัดเลือกมาใช้นี้มีอยู่ 15 ท่า จากทั้งหมด 127 ท่า เป็นท่าที่สามารถบริหารร่างกายได้ครอบคลุมทุกส่วนตั้งเเต่ ใบหน้า คอ ไหล่ เเขน ท้อง ไปจนถึงเท้านอกจากใช้เป็นท่าในการบริหารร่างกายเเล้ว ท่าต่างๆที่ใช้ยังมีสรรพคุณในการรักษาโรคเบื้องต้นได้อีกด้วย นับว่ามีประโยชน์เป็นอันมาก ได้เเก่
1. ช่วยให้เกิดการเคลื่อนไหวตามธรรมชาติของเเขนขาหรือข้อต่างๆ ให้เป็นไปอย่างคล่องเเคล่ว นับว่าเน้นการนวดด้วย ซึ่งบางท่าจะมีการกด หรือบีบนวดร่วมไปด้วย
2. ทำให้โลหิตหมุนเวียนเลือดลม เดินได้สะดวกดีขึ้น นับเป็นการออกกำลังกายซึ่งสามารถกระทำได้ในทุกอิริยาบทของคนไทย
3. เป็นการต่อต้านโรคภัยบำรุงรักษาสุขภาพให้มีอายุยืนยาว
4. มีการใช้สมาธิร่วมด้วย จะช่วยยกระดับจิตใจให้พ้นอารมณ์ขุ่นมัว หงุดหงิด ความง่วง ความท้อเเท้ ความเครียดเป็นต้น เเละช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการหายใจ หากมีการฝึกการหายใจให้ถูกต้อง

วันเสาร์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2553

ลมประจำเส้นสิบ กับการเกิดโรคเเละอาการต่างๆ

1.เส้นอิทา ลมประจำเส้นคือ
1.1 ลมจันทะกาลา อาการคือ ปวดหัวมาก ตามืดมัว ชัก ปากเบี้ยว เสียวหน้าตา เจ็บสันหลัง เกิดเพื่อกำเดาเเละลมระคนกัน ให้ตัวร้อนเเละกลับเย็น มักจับวันพฤหัสตอนเย็น-กลางคืน
1.2 ลมปะกัง อาการคือ ตัวร้อน วิงเวียน ปวดหัวมาก
1.3 ลมพหิ อาการคือ เซื่องซึม สลบ คล้ายถูกงูกัด
1.4 ลมสัตตวาต อาการคือ ให้มือสั่น ตีนสั่น เพราะบริโภคอาหารวันละ 4-5 เวลา
2.เส้นปิงคลา ลมประจำเส้นคือ
2.1 ลมสูรย์กาลา(สูญทกลา)
2.2 ลมปะกัง อาการคือ หน้าตาเเดง ปวดหัวตอนเช้าถึงเที่ยง ปวดหัวมาก ชัก ปากเอียง คัดจมูก น้ำมูกไหล จาม เจ็บตา น้ำตาไหล มักจับวันพฤหัส ห้ามกินของมันของเย็นเกินไป
2.3 ลมพหิ อาการคือ สลบไม่รู้ตัว ไม่พูดจา คล้ายถูกงูกัด
2.4 รัตนาวาต อาการคือ เมื่อยล้า ขัดทั่วทุกเเห่ง เพราะกินอาหารจำเจ เมื่อจะเป้นให้เเสบไส้พุง อยากอาหารเเละของสดคาว
3.เส้นสุมนา ลมประจำเส้นคือ
3.1 ลมชิวหาสดมภ์ อาการคือ ลิ้นกระด้างคางเเข็ง เซื่องซึม เจรจามิได้
3.2 ลมดาลตะคุณ(ลมมหาอัศดมภ์) อาการคือ จุกอก เอ้นเป้นลำจับหัวใจ มักจับวันอาทิตย์
3.3 ลมทะกรน อาการคือ ดวงจิตระส่ำระส่าย
3.4 ลมบาทจิตร์ อาการคือ เคลิบเคลิ้ม พูดติดขัด หลงลืม เเน่นอก อาเจียนเป้นลมเปล่า หนาวร้อน ต้องฝืนกินอาหาร จะขย้อนออก
4.เส้นกาลทารี ลมประจำเส้นคือ
4.1 ไม่ระบุชื่อลม อาการคือ เหน็บชาทั้งตัว เจ็บเย็นสะท้าน เพราะกินอาหารเเสลง ได้เเก่ ขนมจีน ข้าวเหนียว ถั่ว มักจับวันอาทิตย์เเละวันจันทร์
5.เส้นสหัสรังษี ลมประจำเส้นคือ
5.1 ลมอัคนิวาตคุณ(ลมจักขุนิวาต) อาการคือ เจ็บกระบอกตา วิงเวียน ตาพร่า ลืมตา ไม่ได้เพราะกินของมันของหวาน มักจับวันศุกร์
6.เส้นทวารี ลมประจำเส้นคือ
6.1 ลมทิพจักษุ อาการคือ เจ็บกระบอกตา วิงเวียน ตาพร่า ลืมตาไม่ได้ อาจเป็นทั้ง2 ข้าง หรือข้างขวา ข้างเดียว
6.2 ลมปัตฆาต อาการคือ เกิดจากเส้นทวารีพิการเรื้อรัง บังเกิดเพราะกินน้ำมะพร้าวอันมันหวาน เเละมีกามสังโยควันอังคาร
7. เส้นจันทภูสัง ลมประจำเส้นคือ
7.1 ไม่ระบุชื่อลม เกิดเพราะอาบน้ำมาก ให้วิงเวียน จึงเป็นเเล มักจับวันพุธ
8. เส้นรุชำ ลมประจำเส้นคือ
8.1 ไม่ระบุชื่อลม เกิดเพราะ กินน้ำมะพร้าวของอันมัน มักให้เจ็บท้องนัก มักจับวันอังคาร บางตำราบอกว่ามักจับวันอาทิตย์ ทำให้หูตึง ลมออกจากหู
9. เส้นสิกขิณี ลมประจำเส้นคือ
9.1 กุจฉิสยาวาตา อาการคือ เสียดสีข้างทั้งสอง ขัดเบา ปัสสาวะขุ่น เจ็บหัวเหน่าลงท้อง ท้องขึ้น พะอืดพะอมท้อง ผู้ชายบังเกิดในองคชาติ เป็นเพื่อกามราคะนั้นหน่วงเอ็น ทำให้ปัสสาวะหยดย้อย หนองใน เป็นอุปะทมไส้ด้วน ไส้ลาม ผู้หญิงเป้นเพื่อโลหิตหรือเอ็นในมดลูกพิการ เรียกว่าลมกามทุจริต เจ็บท้อง สีข้างสะเอว เเล้วเเล่นเข้าไปในท้อง เเล้วลงมารั้งหัวเข่าทั้งสองข้าง
10. สุขุมัง ลมประจำเส้นคือ
10.1 ไม่ระบุชื่อลม เกิดเพราะกินอาหารโอชะมัน ทำให้ตึงทวาร เจ็บท้อง ราวท้องจะเเตก กินอาหารเเม้น้อยก็คับท้อง ขัดอุจจาระ บางทีก็ลงไปเปล่า มักจับวันอาทิตย์

วันศุกร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2553

ทางเดินของเส้นประธาน 10

..............กายายาวหนึ่งวา หนาหนึ่งคืบ กว้างหนึ่งศอก ลึกสององค์คุรี................
1. เส้นอิทา เริ่มต้นจากข้างสะดือด้านซ้าย 1 นิ้วมือ เเล่นลงไปบริเวณหัวเหน่าลงไปต้นขาซ้ายด้านในค่อนไปทางด้านหลัง ถึงหัวเข่า เเล้วเลี้ยวขึ้นไปเเนบข้างกระดูกสันหลังด้านซ้าย ขึ้นไปบนศีรษะ เเล้วกลับลงมาสิ้นสุดที่ข้างจมูกซ้าย
2. เส้นปิงคลา เริ่มต้นจากข้างสะดือด้านขวา 1 นิ้วมือ เเล่นลงไปบริเวณหัวเหน่าลงไปต้นขาขวาด้านในค่อนไปด้านหลังถึงหัวเข่า เเล้วเลี้ยวขึ้นไปเเนบข้างกระดูกสันหลังด้านขวา ขึ้นไปบนศีรษะเเล้วกลับลงมา
3. เส้นสุมนา เริ่มจากเหนือสะดือ 2 นิ้ว เเล่นขึ้นไปภายในอก ผ่านลำคอขึ้นไปสิ้นสุดที่โคนลิ้น
4. เส้นกาลทารี เริ่มต้นที่เหนือสะดือ 1 นิ้วมือ เเล้วเเตกออกเป็น 4 เส้น 2 เส้นบนเเล่นขึ้นไปผ่านข้างชายโครง ผ่านสะบักใน ไปยังเเขนทั้ง 2 ข้าง ลงไปที่ข้อมือตลอดถึงนิ้วมือทั้งสิบ 2เส้นล่างเเล่นลงไปบริเวณต้นขาด้านใน ผ่านหน้าเเข้งด้านในทั้ง 2 ข้าง ลงไปที่ข้อเท้า ตลอดถึงนิ้วเท้าทั้งสิบ
5. เส้นสหัสรังษี เริ่มต้นจากข้างสะดือซ้าย 3 นิ้วมือ เเล่นลงไปบริเวณต้นขาซ้ายด้านใน ผ่านหน้าเเข้งด้านใน โคนนิ้วเท้าซ้ายทั้งห้า เเล้วย้อนผ่านขอบฝ่าเท้าด้านนอกขึ้นมายังหน้าเเข้งด้านนอก ต้นขาด้านนอกไปชายโครง หัวนมซ้าย เเล้วเเล่นเข้าไปใต้คาง ขึ้นไปสิ้นสุดที่ตาข้างซ้าย
6. เส้นทวารี เริ่มต้นจากข้างสะดือด้านขวา 3 นิ้วมือ เเล่นลงไปบริเวณต้นขาขวาด้านใน ผ่านหน้าเเข้งด้านใน ขอบฝ่าเท้าด้านในโคนนิ้วเท้าขวา ทั้งห้า เเล้วย้อนผ่านขอบฝ่าเท้าด้านนอก ขึ้นมายังหน้าเเข้งด้านนอก ต้นขาด้านนอก ไปชายโครงหัวนมขวา เเล้วเเล่นเข้าไปใต้คาง ขึ้นไปสิ้นสุดที่ตาขวา
7. เส้นจันทภูสัง เริ่มต้นจากข้างสะดือด้านซ้าย 4 นิ้วมือ เเล่นผ่านราวนมซ้าย ผ่านด้านข้างของคอ ขึ้นไปสิ้นสุดที่หูขวา
8. เส้นรุชำ(รุทัง)เริ่มต้นจากข้างสะดือด้านขวา 4 นิ้วมือ เเล่นผ่านราวนมขวา ผ่านด้านข้างของคอ ไปสิ้นสุดที่หูขวา
9. เส้นสุขุมัง เริ่มต้นจากใต้สะดือ 2 นิ้วมือ เยื้องซ้ายเล็กน้อย เเล่นไปยังทวารหนัก
10. เส้นสิกขิณี เริ่มต้นจากใต้สะดือ 2 นิ้วมือ เยื้องขวาเล็กน้อย เเล่นไปยังทวารเบา

เส้นประธาน 10

อิทา ปลิงคลา สุมนา กาลทารี
สหัสรังษี ทวารี จันทภูสัง
รุชำ สิขิณี สุขุมัง สิบเส้นนี้เอย
อ่านเป็นกลอนเเปด

เป็นหมอนวด อย่าลบหลู่ ดูถูกเส้น ต้องรู้เห็น เส้นสาย ได้ทุกที่
เส้นประธานสิบ หลักฐาน โบราณมี รอบนาภี เเยกเส้นสาย ให้พลัง

1. เส้นอิทา ผ่านหัวเหน่า เข้าเข่าซ้าย พอเข้าไกล้ หัวเข่า วกเข้าหลัง
ผ่านศีรษะ มาจมูกซ้าย ให้ระวัง โรคปวดหลัง ตามัว ปวดหัวจริง
2. เส้นปิงคลา เกิดสลับ กับอิทา อยู่ด้านขวา ทุกอย่าง ที่อ้างอิง
อาการโรค ละม้าย คล้ายกันจริง นวดกดนิ่ง หน้า หัว ทั่วท้ายทอย
3. เส้นสุมนา ผ่านหัวใจ ไปโคนลิ้น ยากกลืนกิน พูดจา หน้าละห้อย
ลิ้นกระด้าง คางเเข็ง เรี่ยวเเรงน้อย จิตเหงาหงอย คลุ้มคลั่ง ต่างๆ นาๆ
4. เส้นกาลทารี กลางนาภี เเยกสี่เส้น มีสองเส้น ร้อยสะบักใน สู่ใบหน้า
เเล้ววกกลับ เเขนขวาซ้าย ปลายนิ้วนา สองบาทา เเยกหนึ่งเส้น เป็นสำคัญ
5. เส้นสหัสรังษี ลงที่เท้าซ้าย วกขึ้นไป เเล่นลอด ทอดเต้าถัน
เเนบลำคอ ขากรรไกร ใบหน้าพลัน ไปสุดกัน ที่ตาซ้าย ให้จดจำ
6. เส้นทวารี สลับกับรังษี ทุกเส้นที่ อยู่ทางขวา ดูนำขำ
กินของมัน หวานเกินไป ไม่ควรทำ กินประจำ ผลสนอง เกี่ยวข้องตา
7. จันทภูสังไ ปยังนมซ้าย เลยออกไป หูซ้าย ไม่กังขา
8. เส้นรุชำ สลับกับ ภูสังนา ไปหูขวา ถ้าหูตึง คลึงเส้นนี้
9. สิขิณี ไปที่ อวัยวะเพศ มีสาเหตุ จากไต ไม่ได้ที่
โรคโลหิต มดลูก ทุกนารี นวดเส้นนี้ เอว สะโพก โรคทุเลา
10. เส้นสุขุมัง หยุดยั้ง ทวารหนัก ลำไส้พัก จุดผาย ถ่ายของเก่า
ถ้ากินได้ ไม่ถ่าย จะตายเอา นวดเบาๆ หน้าท้อง คล่องระบาย
ทั้งสิบเส้น ที่กล่าว คร่าวๆนี้ เพื่อช่วยชี้ ช่วยจำ นำขยาย
เป็นหมอนวด ต้องฝึกฝน จนวันตาย มันไม่ง่าย เหมือนปอกกล้วย ช่วยคิดเอย